เจินผู้นั้น…ก็คือแบบอย่างที่เด่นชัดที่สุด
เมื่อเทียบกันเช่นนี้ ลวี่หยางก็พลันมองเห็นเส้นแบ่งระหว่างฝ่ายธรรมะกับฝ่ายอธรรมอย่างชัดแจ้ง
สำหรับนิกายศักดิ์สิทธิ์แล้ว ศิษย์ทุกผู้ล้วนถือเป็นบุคลากรฉะนั้นการรับศิษย์จึงไร้ข้อจำกัด ไม่มีอคติ ไม่มีการแบ่งแยกจะมีชาติภพหรือไม่ มีบุญกุศลติดตัวหรือเปล่า ไม่สำคัญแม้แต่น้อย
แต่ฝ่ายธรรมะกลับให้ความสำคัญกับ “กระทำการแทนสวรรค์”
เวียนว่ายตายเกิด เหตุและผล ลิขิตแห่งกรรม…ฝ่ายธรรมะให้ความสำคัญกับ “บุญ” “กรรม” และ “ชาติภพก่อนหน้า” อย่างที่สุด การรับศิษย์ของพวกเขา มักขึ้นอยู่กับสิ่งเหล่านี้
สองแนวทางนี้ ต่างก็มีข้อดีข้อเสีย ความต่าง…ก็แค่ “ใครดูมีความเป็นมนุษย์” มากกว่ากันเท่านั้นเอง
คิดถึงตรงนี้ ลวี่หยางก็ถอนใจพรืด“ไม่มีนิกายไหนปกติเลยสักแห่ง…โลกนี้มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่…หรือว่าระบบมันพังไปหมดแล้วจริงๆ!”ในห้วงคิดนั้นเอง ลวี่หยางก็มาถึงส่วนลึกของทะเลเมฆ
ในไม่ช้า เทือกเขาสีดำที่สูงตระหง่านโอ่อ่าก็สะท้อนเข้ามาในม่านตาของลวี่หยางนั่นคือ “อินซาน” ขณะเดียวกันก็เป็นที่ตั้งของสำนักใหญ่ของสมาคมซานเหอ
ทันใดนั้น เสียงหัวเราะลั่นเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นแต่ไกล
“ศิษย์น้องลวี่ ในที่สุดเจ้าก็ออกจากด่านแล้ว!”
วินาทีนั้นเอง เงาร่างหนึ่งก็ปรากฏขึ้นนอกอินซาน รูปลักษณ์แทบไม่ต่างจากเมื่อสามสิบปีก่อนแม้แต่น้อย ลวี่หยางเห็นดังนั้นก็เผยรอยยิ้มบาง ค้อมกายประสานมือคารวะ
“คารวะศิษย์พี่หลัว