พียงหัวเราะเยาะ “จะนับว่าเป็นข้าหลอกเจ้าก็ได้ แต่หลังวันนี้ไป ย่อมไม่มีสำนักเสินอู่อีกแล้ว!”
“เจ้า…ฆ่า!”
เพียงพริบตา แสงรุ้งพุ่งทะยานขึ้น กลับแปรเป็นห้าสายพลังปราณอันเจิดจ้า หากแต่ไม่ประสานเข้าหากัน กลับกระจายตัวพุ่งหนีออกไปทั้งสี่ทิศด้วยความเร็วสูง
“แยกย้ายกันหนี หนีออกไป! พยายามหนีกลับสำนัก…”
“หนีหรือ? เพ้อเจ้อสิ้นดี!”
ยังคงเป็นจงกวงเจินเหริน ผู้วางรากฐานแห่งนิกายศักดิ์สิทธิ์ ยามนี้เผยท่าทีโอหังยิ่งนัก หัวเราะก้องกล่าวว่า “เหนือฟ้าล่างปฐพี เจ้าทั้งหลายไม่มีที่ใดให้หนีรอด!”
ครืน!
เสียงระเบิดดังกึกก้อง ลวี่หยางพลันขาดการรับรู้ทุกสิ่งสิ้น เชื่องซึมสลบไป ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าใดจึงค่อยฟื้นคืนดุจตื่นจากความฝัน
“ตื่นแล้วหรือ?”
เสียงหนึ่งดังขึ้นที่ข้างหู ดวงตาของลวี่หยางหดแคบลงทันใด พลันได้สติเต็มเปี่ยม มองไปรอบกายจึงพบว่าตนกลับมาอยู่ ณ ป่าเขาของเขาหัวกะโหลกอีกครั้ง
และตรงข้างกาย อิ๋นซานเจินเหรินยืนประสานมือไว้เบื้องหลัง สายตาเจือรอยยิ้มเย็นพลางมองเขาอยู่
“ขอคารวะศิษย์พี่!”
ลวี่หยางไม่เอื้อนวจีใด ก้มกายทำคารวะใหญ่โดยพลัน
“ลุกขึ้นเถิด”
อิ๋นซานเจินเหรินยกมือขึ้นเล็กน้อย แย้มยิ้มบางพลางเอื้อนเอ่ยว่า “ครั้งนี้เจ้าช่วยให้ข้าช่วงชิงแดนลับอสูรวิญญาณได้ ถือว่ามีความชอบไม่น้อย ดังนั้นมีบางเรื่องที่ข้าจะชี้แนะเจ้าสักสองสามคำ”
“ขอศิษย์พี่โปรดชี้แนะ” ลวี่หยางน้อมรับด้วยความเคารพ
“ประการแรก ก่อนหน้า