แม้หมิงฉานจะเป็นเพียงผู้บำเพ็ญเพียรอิสระ แต่กลับได้รับสืบทอดจากสำนักพุทธ จึงย่อมเข้าใจต่อเจินเหรินระดับวางรากฐาน อีกทั้งย่อมชัดแจ้งต่อความน่าสะพรึงกลัวของขอบเขตนี้
สิ่งที่เรียกว่า “วางรากฐาน” ก็เป็นเพียงคำเรียกในหมู่สำนักเซียน หากวางไว้ในสำนักพุทธกลับมีอีกหนึ่งนาม เรียกว่า “แท่นบัว” ผู้บำเพ็ญเพียรวิถีเซียนเมื่อสร้างรากฐานแห่งมรรคผล เรียกว่า “เจินเหริน” ผู้ศึกษาพุทธเมื่อนั่งแท่นบัว เรียกว่า “อรหันต์” แม้ว่าทั้งสองชื่อจะแตกต่างกัน แต่ผลลัพธ์ท้ายที่สุดก็มุ่งสู่หนทางเดียวกัน
“หนึ่งอรหันต์…เบื้องหลังเขาหัวกะโหลกมีหนึ่งอรหันต์!”
“มารดามันเถิด วาสนาอันใดกัน! ล้วนเป็นของปลอมทั้งสิ้น! ที่แท้เป็นอรหันต์ล่อคน หากแม้มีวาสนาจริง ก็ล้วนถูกอรหันต์นั้นกำหนดไว้แล้ว!”
“อมิตาภพุทธ… บัดซบ!”
ในห้วงยามนี้ หมิงฉานหาได้มีรูปโฉมของภิกษุสำนักพุทธไม่ เห็นได้ชัดว่าภายใต้ความตื่นตระหนก สันดานเดิมได้เผยออกมา วาจาสามหาวหยาบคายหลั่งไหลไม่ขาดสาย
ท้ายที่สุด เขาก่อนจะบวชเป็นพุทธะ แท้จริงก็คือโจรภูเขา
ว่ากันว่าเป็นเรื่องน่าขันนัก ทุกครั้งหลังจากสังหารคน ปล้นสะดมเสร็จสิ้น กลับต้องกราบไหว้พระพุทธรูปหนึ่งครั้ง มิเคยคิดว่าวันหนึ่งกลับจะได้รับวาสนาทางพุทธจริงๆ
ในวาสนานั้นยังกล่าวว่านี่คือบุญที่สะสมมาหลายชาติภพของเขา
ดังนั้นเขาจึงวางดาบที่เปื้อนโลหิตลง แล้วบรรลุเป็นพุทธะทันที
นับแต่นั้นมา ไม่ว่าเขาจะทำสิ่งใดล้วนราบรื่นก้าว