กมุมปากขึ้นเล็กน้อย
“สหายเต๋าช่างมีความงามล่มเมืองโดยแท้ ทั้งใหญ่ ทั้งขาว ทั้งยังชุ่มชื้น…”
แม้อวิ๋นเมี่ยวเจินจะพยายามอย่างที่สุดที่จะบดบัง แต่ก็เป็นเพียงการหลอกตนเองเท่านั้น หาอาจรอดพ้นจากดวงตาแห่งการหยั่งรู้ของเขาได้ ที่ควรเห็นและไม่ควรเห็น เขาล้วนเก็บไว้ในสายตาจนหมดสิ้น
อวิ๋นเมี่ยวเจินนั้นไวต่อสายตาเป็นอย่างยิ่ง ยิ่งถูกจ้องก็ยิ่งคลุ้มคลั่ง
และสิ่งที่ทำให้นางเดือดดาลยิ่งกว่านั้นก็คือ ลวี่หยางกลับแสดงสีหน้าเอือมระอา “กลางวันแสกๆ เช่นนี้ นี่หรือคือท่าทีของสหายเต๋าฝ่ายธรรมะ ผู้ที่เรียกตนเองว่ามาจากนิกายอันสูงส่ง?”
ขณะเอ่ยวาจา ลวี่หยางก็มิได้หยุดควบคุมยันต์ที่โจมตีเข้าใส่อวิ๋นเมี่ยวเจิน คำพูดกวนโทสะนั้นเป็นเพียงกลยุทธ์เพื่อทำลายสมาธิของนาง ทุกสิ่งล้วนมีเป้าหมายเพื่อสังหารศัตรูให้ได้
เป็นจริงดังคาด เมื่อถูกลวี่หยางเหยียดหยามเช่นนี้ ทั้งยังจากที่ก่อนหน้าเป็นฝ่ายได้เปรียบ แต่กลับถูกการกระทำฟุ่มเฟือยสิ้นคิดของเขาเล่นงานจนเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง ความรู้สึกทั้งหลายก็พลันจุดไฟโทสะในใจอวิ๋นเมี่ยวเจินขึ้น ทำให้จิตใจแห่งมรรคผลของนางเผยรอยร้าวขึ้นมาเล็กน้อย
ยามนี้แหละ…..!
ลวี่หยางย่อมไม่พลาดจังหวะที่จิตใจของนางสั่นคลอน จิตใจเหม่อลอย เขารีบประสานมือทำมุทรา แสงกลมปรากฏขึ้นเบื้องหลังทันที
แสงกลมนั้นทาบสว่าง ทำให้ภาพที่ลวี่หยางเห็นเปลี่ยนไปโดยพลัน
พื้นที่ที่เขาเพิ่งประมือกับอวิ๋นเมี่ยวเจินเมื่อครู่นี้