ยวเจินแม้จะรู้ว่าลวี่หยางมีค่ายกลสองชั้นคุ้มกัน ก็ยังมั่นใจเต็มเปี่ยม เพราะนางรู้ว่าค่ายกลทั้งสองมิอาจต้านทานการกลืนจับของกระบี่เร้นสวรรค์ได้
แท้จริงแล้ว สรรพสิ่งแห่งห้าธาตุส่วนใหญ่ ล้วนมิอาจขวางกระบี่เร้นสวรรค์ได้เลย
หากหวังจะอาศัยค่ายกลขวางกระบี่เร้นสวรรค์ มีเพียงทางเดียวคือต้องใช้ค่ายกลที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของห้วงมิติ แต่น่าเสียดายที่ค่ายกลเช่นนั้นหาได้ยากยิ่ง
ยิ่งไปกว่านั้น ต่อให้มีอยู่จริง ก็มิใช่ว่าจ้าวค่ายกลระดับเก้าจะสามารถวางลงได้
“เช่นนี้เห็นทีเจ้ามารผู้นั้นต้องถูกสังหารเป็นแน่!”
อีกด้านหนึ่ง ผู้อาวุโสแห่งสำนักเสินอู่ โอวหยางเฟิงกลับปรบมือหัวเราะลั่น แม้จะไม่อาจล้างแค้นด้วยมือตนเอง แต่หากลวี่หยางตาย ก็ถือว่าได้ชำระความแค้นในใจแล้ว
หลัวอู๋หยาฟังแล้วก็ได้แต่ส่ายศีรษะ มิได้เอ่ยค้าน เพราะความจริงในใจก็คิดเช่นเดียวกัน หากลวี่หยางยังมีค่ายกลสองชั้นคุ้มกัน การต่อสู้อาจยังพอแบ่งเป็นครึ่งต่อครึ่ง แต่เมื่อตกสู่ภายในกระบี่เร้นสวรรค์แล้ว ก็มีแต่สิบตายไร้รอด ต่อให้เปลี่ยนเป็นเขาเอง เกรงว่าก็ยังยากจะรอดพ้น
“เพียงแต่…นี่ก็คงเข้าทางศิษย์พี่แล้ว”
“ลวี่หยางผู้นั้นไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง ลบหลู่เหตุและผลที่ศิษย์พี่ชักพาไปหลายครา ศิษย์พี่ตั้งใจล่ออวิ๋นเมี่ยวเจินมา เกรงว่าคงมีเจตนาที่จะยืมดาบฆ่าคน…”
คิดถึงตรงนี้ หลัวอู๋หยาก็คลายใจลง
แม้จะเป็นศิษย์นิกายศักดิ์สิทธิ์เหมือนกัน แต่เขาก็มิได้