าะขึ้น
คุณอา? เฉินเฟิงลูบจมูก นี่เขาดูแก่ถึงเพียงนั้น?
“หลิงยู่!” ซูเห้าหรันถลึงตาใส่ซูหลิงยู่อย่างไม่พอใจ ยัยเด็กนี่นับวันยิ่งปากไม่มีหูรูดขึ้นทุกวัน เรื่องจอมยุทธ์มาบอกคนอื่นง่ายๆอย่างนี้ได้อย่างไร?
ซูหลิงยู่แลบลิ้นแหย หันไปทำหน้าทะเล้นใส่เฉินเฟิง
“คุณมีความแค้นอะไรกับจินลิ่วอานหรือ?” ซูเห้าหรันถาม เขาดูออกว่าเฉินเฟิงไม่ได้เป็นคนธรรมดา แต่เขาไม่เข้าใจว่า เฉินเฟิงไม่ได้เป็นจอมยุทธ์ด้วยซ้ำ เขามีเรื่องกับจินลิ่วอานได้ยังไง
“มีความแค้นนิดหน่อย”
“ต้องล้างแค้นให้ได้?” ซูเห้าหรันเลิกคิ้วถาม
“ต้องล้างแค้นให้ได้!” เฉินเฟิงยืนยัน
ซูเห้าหรันถอนหายใจยาวพลางว่า: “เชื่อผมพูดเถอะ รีบไปจากสำนักเราซะ จินลิ่วอานมิใช่คนที่คุณจะต่อกรได้”
“ไม่ลองแล้วจะรู้ได้อย่างไรเล่า” เฉินเฟิงยิ้ม คำพูดของซูเห้าหรันหวังดีต่อเขา หากแต่ดูถูกเขามากเกินไป
ซูเห้าหรันขมวดคิ้ว รู้สึกไม่พอใจเฉินเฟิง ตนพูดอย่างชัดแจ้งอย่างนี้แล้ว เหตุใดเฉินเฟิงกลับมิยอมรับฟังเลย
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ งั้นเชิญตามสบายเลย” ซูเห้าหรันน้ำเสียงเย็นชา เฉินเฟิงอยากหาเรื่องตายเอง เขาก็ไม่ห้ามหรอก
“ได้” เฉินเฟิงยิ้ม เดินไปอีกทาง
ส่วนจ้าวตงเริ่มเตรียมความพร้อมก่อนผู้อื่น เพื่อการต่อสู้ที่กำลังจะมาถึง
ไม่มีผู้ใดทักทายเฉินเฟิงเลย เฉินเฟิงเลยได้ความสงบ เขาเริ่มลอบดูสำนักนี้ สถานที่ฝึกวิทยายุทธเห้าหรันนี้ประดับตกแต่งได้เยี่ยมยอดมาก
เสาฝึกยุทธ กระสอบทรายและอ