อมใคร่ครวญไว้แล้ว”
โอวหยางเฟิงหัวเราะเย็น
“กระจกไท่เซียวนั้นอย่างไรเสียก็เป็นสมบัติวิญญาณของสำนักเสินอู่เรา ไหนเลยจะให้เจ้ามารร้ายถือไปแล้วใช้ได้ดั่งใจ? หากมันกล้าใช้ก็ยิ่งดีเสียอีก!”
“ข้าได้เชิญปรมาจารย์หยางเหย่จื่อ ผู้หลอมสร้างกระจกไท่เซียวเมื่อครั้งอดีตมาแล้ว กระจกตกอยู่ในมือเจ้ามารร้าย เขาเองก็กริ้วโกรธอย่างยิ่ง ยินดีจะมาที่เขาหัวกะโหลก เพื่อชิงสมบัติกลับคืน เมื่อมีเขาอยู่ หากเจ้ามารบังอาจใช้กระจกไท่เซียวมาประมือกับข้า เช่นนั้นก็เท่ากับหาที่ตายด้วยตนเอง!”
แม้โอวหยางเฟิงจะโกรธเกรี้ยว ทว่าก็มิได้เสียสติขาดความยั้งคิด
ยิ่งเมื่อมีกรณีของโอวหยางฮ่าวเจ๋อเป็นอุทาหรณ์ เขาย่อมไม่คิดบุกทะลวงค่ายกลอีก เมื่อพินิจไตร่ตรองดูแล้ว ทางที่ดีคือหลอกล่อให้ลวี่หยางออกมานอกค่ายกล
“บุรุษผู้นี้มักออกจากเขตตลาดเวลาใด?”
“เอ่อ…”
เมื่อถูกซักถามโดยโอวหยางเฟิง อู๋จื้อชงกับตวนมู่หยวนก็สบตากันเงียบ ๆ แต่ไม่มีผู้ใดตอบคำ
โอวหยางเฟิงเห็นเช่นนั้นก็ขมวดคิ้วทันที กล่าวด้วยความไม่พอใจ
“มิใช่พวกเจ้าดักซุ่มอยู่หน้าเขตตลาดมาเนิ่นนานแล้วหรือ? เหตุใดเรื่องเล็กเพียงนี้จึงไม่รู้!”
“เรียนท่านผู้อาวุโส บุรุษผู้นี้…จนถึงบัดนี้ยังไม่เคยออกจากเขตตลาดเลยขอรับ”
“…ไม่เคยเลย?”
โอวหยางเฟิงถึงกับตะลึง “หรือพวกเจ้าไม่ได้ส่งข่าวเรื่องแดนลับอสูรวิญญาณเข้าไป? เขาไม่รู้หรือว่า ณ เวลานี้ เขาหัวกะโหลกนับเป็นดินแดนแห่งวาสนาอยู่ทั่วทุกหย่อมหญ