้า?”
ทั้งสองเผยสีหน้าเจ็บปวด “ส่งเข้าไปตั้งนานแล้วขอรับ”
“เช่นนั้นแปลว่านิกายมารยังมิได้ส่งกองกำลังมาสมทบ พลังฝั่งมารจึงอ่อนแอเกินไป เขาจึงไม่กล้าออกจากที่นั่น?”
“ความจริงแล้ว…กองกำลังของนิกายมารมาถึงตั้งแต่สามเดือนก่อนแล้วขอรับ แล้วยังเคลื่อนไหวใหญ่โตไปทั่วเขาหัวกะโหลก แต่มีเพียงเขาผู้นี้…ตั้งแต่ต้นจนถึงตอนนี้ ไม่เคยออกมาเลยแม้แต่ก้าวเดียว”
“หา?”
เมื่อฟังคำรายงานจบสิ้น โอวหยางเฟิงก็เผยแววสับสนคล้ายไม่เข้าใจออกมา
“ออกไป ข้าย่อมไม่ออกไปแน่”
ภายในหออาภรณ์โลหิต ลวี่หยางนั่งอยู่ตรงข้ามเซียนหญิงเฟยเสีย ขณะเอ่ยปฏิเสธคำเชิญของนาง ก็ยื่นถ้วยชาวิญญาณถ้วยหนึ่งส่งมาเบื้องหน้านาง
“ศิษย์น้องช่าง….”
เซียนหญิงเฟยเสียจ้องมองลวี่หยาง ใบหน้ารูปงามถึงกับเผยแววเลื่อนลอยขึ้นเล็กน้อย
นึกถึงกาลก่อน นางยังเคยผิดหวังในความขลาดกลัวของศิษย์น้องผู้นี้อยู่ไม่น้อย ทว่าผลลัพธ์กลับเป็นเขาที่วางหมากทุกก้าวอย่างรัดกุม จนสถาปนาเกียรติภูมิอันลือลั่นของจ้าวหออาภรณ์โลหิต
ต้องรู้ว่าเหล่าผู้บำเพ็ญเพียรทั้งปวง ล้วนกำลังต่อสู้กับสวรรค์เพื่อชะตาชีวิต ก้าวเดียวเดินช้า ก็คือจุดจบที่อายุขัยสิ้นสุด
ต่อให้ยังมีสิ่งที่เรียกว่าการเวียนว่ายตายเกิด ทว่าหนึ่ง หลังได้เกิดใหม่อาจมิได้มีวาสนาเซียนอีก และสอง หลังได้เกิดใหม่อาจมิใช่ตัวตนเดิมอีกต่อไป เช่นนั้นแล้วจะหวังพึ่งพาได้อย่างไรเล่า
แต่การพบกันอีกครานี้ ลวี่หยางกลับยังคงเป็นเช่นเดิมไ