ไม่เป็นไร ลุงมานั่งที่นี่ เดี๋ยวผมยืนเอง” อาเหาขมวดคิ้วเป็นปม จากนั้นก็พูดขึ้น
“ฉันจะบอกอีกรอบ อย่าให้เขามานั่งที่นี่! ” พอเห็นอาเหาพยุงชาวนาแก่ชรา หลิ่วอีอีจึงรู้สึกกระวนกระวายขึ้นมาทันที จากนั้นก็ไปยืนขวางข้างหน้าอาเหา เธอไม่อยากจะถูกควันไปตลอดทั้งทาง
“ใช่ แกอย่าแกล้งทำเป็นคนดีหน่อยเลย ทำไมแกถึงต้องมาทำให้ฉันพลอยลากไปด้วย? ” จวงเห่าหยินก็ยืนช่วยเถียงอยู่ข้างๆ
“แกลองพูดอีกคำสิ เชื่อว่าฉันจะโยนแกออกไปข้างนอก? ” เฉินเฟิงมองหน้าจวงเห่าหยินด้วยความเย็นชาไปชั่วพริบตา แล้วพูดขึ้น
พอจวงเห่าหยินสบตากับเฉินเฟิง ในใจลึกๆ สั่นเทาไม่หยุด ทว่ากลับยังพูดขึ้นอย่างหัวดื้อ “แกกล้าหรอ! ”
“แกลองดูสิว่าฉันกล้าไหม! ” เฉินเฟิงแสยะยิ้มพูดขึ้น
จวงเห่าหยินอ้าปากแล้วพึมพำไม่กี่คำ ทว่าเห็นอาเหาที่กำลังอยากลอง เขาจึงไม่เอ่ยพูดขึ้นใดๆ สุดท้ายก็สังเกตเห็นอาเหาและเฉินเฟิงดูไม่ปกติ ไม่แน่เขาสามารถไฟโยนเขาออกไปจริงๆ ก็ว่าได้
ครั้งนี้ หลิ่วอีอีก็ทำท่าที่ดื้อรั้นอีก จากนั้นก็ปล่อยให้อาเหาเดินไป
ถึงแม้เธอจะไม่เคยผ่านการรับบัพติศมาทางสังคม ทว่าเธอก็ไม่โง่ รู้ว่าอาเหากับเฉินเฟิงยังไงก็เป็นชายหนุ่ม ถ้าเกิดใจร้อนขึ้นมา แม้กระทั่งเธอที่เป็นผู้หญิงอ่อนแอๆ คนหนึ่ง จะเอายังไงไปสู้กับพวกเขาสองคนได้
ทว่ารอหลังจากลงรถไฟ เธอต้องสั่งสอนเฉินเฟิงแน่นอน!
ชาวนาแก่ชราถูกอาเหากดตัวไว้ที่บนเก้าอี้ ทว่าสีหน้ากลับเต็มไปด้วยความหวาดผวา ตล