กเพื่อนฝูงถึงสถานีรถไฟแล้ว ตอนนี้รอเด็ดเปรตสองคนนั้นลงจากรถไฟก่อน” สายที่อยู่ที่ฟากหนึ่งก็ได้ส่งเสียงอันโหดเหี้ยมออกมา
“ปล่อยให้พวกมันรอไว้ก่อน รถไฟใกล้จะถึงสถานีแล้ว” จวงเห่าหยินมองเฉินเฟิงและอาเหาด้วยความได้ใจ จากนั้นก็เอ่ยพูดขึ้น
เฉินเฟิงและอาเหามองจวงเห่าหยินเพียงชั่วพริบตา ทว่าชาวนาแก่ชรากลับมองจวงเห่าหยินด้วยความกระวนกระวายและขอความช่วยเหลือ “นายคนนี้ มีพี่น้องสองคนนี้ พวกเขาไม่ได้ตั้งใจ คุณก็ปล่อยพวกเขาไปเถิด”
“ไอ้แก่เอ่ย หุบปาก! แกคิดว่ากูจะปล่อยมึงไปหรือไง? ” พอจวงเห่าหยินเหมือนไม่ได้เข้าตาเฉินเฟิงและอาเหา ไฟแห่งความโมโหในใจจึงมากไปกว่าเดิม แค่เอาชาวนาแก่ชรามาเป็นที่ระบายอารมณ์
“ลุง ไม่ต้องกลัว หลังจากที่ลงจากรถไฟ ใครจะฝ่ายคุกเข่าขอร้องใครให้อภัยยังไม่รู้เลย” เฉินเฟิงพูดปลอบโยนด้วยความขี้เกียจ มีคนบางคนต้องการจะรนหาที่ตาย เขาก็ไม่สามารถขัดขวางไว้อยู่
“เชอะ! ที่จริงเขากลัวจะตายแล้ว กลับยังมาทำเป็นขี้โม้ตรงแถวนี้” หลิ่วอีอีเหลือบตามองบนอย่างไม่พอใจ รู้สึกว่าเฉินเฟิงยังคงทำเป็นเก่ง ไหนๆ จวงเห่าหยินก็รู้จักผู้รับเหมาก่อสร้าง งั้นถ้าเรียกเขามา แน่นอนว่าต้องเรียกคนงานก่อสร้าง คนพวกนี้ถือว่าเป็นยอดฝีมือในการทะเลาะวิวาท แต่เฉินเฟิงและอาเหา ดูพวกเขาผอมจนเหมือนลิง เกรงว่าคงจะถูกกระทืบให้กระเด็นไปไกลๆ แค่ครั้งเดียว
เฉินเฟิงไม่ได้สนใจ หลิ่วอีอี
หลิ่วอีอีก็รู้สึกไร้อารมณ์ จากนั้นจึงเอา