ถ้าเรียนไม่ได้…ก็คือเรียนไม่ได้จริงๆ…”
คิดถึงตรงนี้ ลวี่หยางก็ขยี้หัวตนเองอีกครั้ง พลางฮึดฮัดในใจ
“ขนาดค่ายกลที่ยากขนาดนั้นข้ายังฝ่าไปได้ วิชาเทพกระจอกๆ บทเดียวมันจะขวางข้าได้นานแค่ไหนกัน! อย่างมากก็แค่เสียเวลาอีกยี่สิบปี…ไม่ช้าก็เร็ว ข้าจะต้องเรียนเจ้าให้สำเร็จ!”
เหตุผลที่เคล็ดแปรร่างถอดซากใต้เงาจันทราสามารถทำให้ลวี่หยางมุ่งมั่นถึงเพียงนี้ ก็เพราะมหาวิชาเทพบทนี้ช่างเย้ายวนใจอย่างยิ่งจนเขาไม่อาจตัดใจละทิ้งได้เลย
แสงโลหิตแปรเทพอสูรนั้นร้ายกาจถึงเพียงใดไม่ต้องเอ่ยถึง ส่วนมหาวิชานิลกาฬฉุดคร่าวิญญาณก็อำมหิตไม่แพ้กัน ขอเพียงดึงปราณของผู้ใดมาได้ แล้วควบแน่นกลายเป็น “เงาวิญญาณ” ก็สามารถฟันสังหาร “เงาวิญญาณ” นั้นเพื่อสังหารศัตรูผู้นั้นได้โดยตรง แม้จะอยู่ห่างกันพันลี้ ก็ยังหนีความตายไม่พ้น
ส่วนยันต์เทวโองการไท่เวยยิ่งเกินกว่าคำว่าร้ายกาจ
เมื่อยันต์นั้นสมบูรณ์ จะไม่ทำลายร่างกาย ไม่สังหารจิตวิญญาณ หากแต่ทะลวงทำลายคุณความดีและโชควาสนาโดยตรง ต่อให้เป็นผู้ที่ถูกสวรรค์ลิขิต ก็จะกลายเป็นตัวซวยในทันทีที่โดนวิชานี้
แน่นอนว่า สิ่งที่ร้ายกาจที่สุดคือสามวิชาเทพรวมเป็นหนึ่งเดียว
และนั่นเองก็คือผลลัพธ์สำคัญที่สุดที่ทำให้ลวี่หยางตัดใจจากเคล็ดแปรร่างถอดซากใต้เงาจันทราไม่ได้
เพราะมันสามารถเพิ่มโอกาสให้ผู้บำเพ็ญเพียรฝ่าด่านเข้าสู่ขั้นวางรากฐานได้!
เพียงจุดนี้จุดเดียว ลวี่หยางก็ไม่มีทางยอมพลาดวิชาเทพบทนี้เป็น