นแล้วว่ามันรู้ค่ายกล แต่ข้าไม่เคยให้เวลามันได้ตั้งค่าย เหตุใดถึงยังตกลงในค่ายได้!?”
ลู่หยวนฉุนย่อมไม่อาจเข้าใจ
เพราะแก่นกระบี่เสวี่ยหยางหาใช่สมบัติธรรมดา หากแต่เป็นสมบัติแห่งค่ายกลสิ่งที่เรียกว่าสมบัติแห่งค่ายกล คือถือค่ายกลเป็นสมบัติ สมบัติเป็นค่ายกล เพียงใจคิด ค่ายกลก็สำเร็จหาใช่ต้องเสียเวลาปักลงตั้งค่ายกลแต่อย่างใด
ยามนี้ตกสู่ค่ายกล ย่อมเกินคาดหมายของลู่หยวนฉุนไปไกลนัก
ค่ายกลนั้นเลียนแบบความอัศจรรย์แห่งฟ้า ยืมแรงกล้าแห่งดิน เลื่องลือว่าไร้ผู้ทัดทานในระดับเดียวกัน แม้เขาสำคัญตนว่าแข็งแกร่ง แต่เมื่อติดอยู่ในค่ายกล ใจก็พลันไร้ที่พึ่ง
หรือว่าวันนี้…ข้าจะต้องพลิกคว่ำสิ้นชีพในร่องธารามืดนี้จริงๆ?
คิดถึงตรงนี้ สีหน้าลู่หยวนฉุนก็ยิ่งมืดหม่น ไม่เหลือร่องรอยแห่งความมั่นใจดังเดิม ข้างกายจ้าวซวี่เหอเองก็พลอยหวาดหวั่นจนเอ่ยเสียงสั่น
“ศิษย์พี่…ค่ายกลนี้…”
“ศิษย์น้องระวังไว้ วันนี้เกรงว่ามีสิ่งพลิกผัน” ลู่หยวนฉุนกำชับเสียงต่ำ พร้อมกับยกกระจกวิเศษแสงทองขึ้นสถิตเหนือศีรษะ ปกป้องตัวเองไว้
ในใจเขายังหลงเหลือความหวังเล็กน้อย มองว่าลวี่หยางก็เป็นเพียงศิษย์เล็กๆที่บังเอิญได้วาสนา แม้จะรู้สิ่งต่างๆ ไม่น้อย แต่ก็เพิ่งเข้ามาไม่นาน ต่อให้รู้ค่ายกล จะควบคุมได้ถึงเพียงไหน? ส่วนค่ายเบื้องหน้า ก็อาจเป็นเพียงสิ่งตกทอดจากรุ่นก่อนเท่านั้น
แต่เพียงชั่ววินาทีถัดมา ลวี่หยางก็ทำลายความฝันนั้นจนสิ้น
เพียงเห็นเขาสีหน