ามสัญญาได้ ว่าตกลงกันมิให้แพร่งพรายเรื่องราวในวันนี้ต่อหูที่หก เช่นนั้นข้าก็วางใจได้แล้ว…”
“จริงหรือ?” ลวี่หยางย้อนถาม
…ย่อมเป็นเท็จทั้งสิ้น
มีเพียงผู้ตายเท่านั้น ที่ไว้วางใจได้ที่สุด!
“ชิงเฉิน!”
สิ้นเสียงต่ำของหลิวซิ่น เซียนหญิงชิงเฉินที่ยืนเคียงข้างเงียบงันมาโดยตลอด จึงเพิ่งเอ่ยปากเป็นครั้งแรก ริมฝีปากแดงคลี่ยิ้มเย็น ก่อนกล่าวออกมาช้าๆ เพียงหนึ่งพยางค์
“เปิด!”
ยังไม่ทันขาดเสียง คลื่นทะเลเมฆโดยรอบก็ปั่นป่วนอีกครั้ง พลันกลายเป็นขุนเขาใหญ่น้อยหลายลูกผุดพรายขึ้นจากอากาศ ล้อมลวี่หยางกับเซียวสือเยี่ยเอาไว้ตรงกลางอย่างมิดชิด!
เห็นได้ชัดว่าเป็นค่ายกลอีกแห่งหนึ่ง!
“เจ้าคิดว่าข้าหวาดกลัวเวทแสงโลหิตแปรเทพอสูรของเจ้ารึ?” หลิวซิ่นกลับจำวิชาเทพของลวี่หยางได้ กล่าวเยาะเย้ยพร้อมหัวเราะเย็น จากนั้นในมือก็ปรากฏธงผืนหนึ่งโบกสะบัดกลางลม “บังเอิญว่าธงหมื่นวิญญาณปราณแรกเริ่มบรรพกาลของข้ายังมิได้มีจิตวิญญาณหลักสถิตอยู่ วันนี้ก็ให้เจ้ามาเป็นเครื่องสังเวยธงนี้เสียเถอะ…”
“ไป!”
เสียงของหลิวซิ่นยังไม่ทันจบ ลวี่หยางก็หลอมกายเข้ากับแก่นกระบี่พุ่งฟันตัดลงมาในพริบตา กลิ่นคาวเลือดปกคลุมไปทั่วท้องฟ้า จนถ้อยคำที่เหลือของหลิวซิ่นถึงกับกลืนหายลงคอ
“ดวงวิญญาณคืนกลับ!”
เพียงเห็นหลิวซิ่นประสานมือทำมุทรา สะบัดธงหมื่นวิญญาณอย่างแรง ครั้นแล้วก็ปล่อยพลังปราณขาวหมอกสองสายพวยพุ่งขึ้น ก่อนจะค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นเงาร่างสองร่างอ