าชินีเซิร์กกับราชินีรองถูกกวาดล้างหมด สุดท้ายฉินอี้ก็ได้ขึ้นเป็นผู้นําเหล่าเซิร์กขณะ โดยสารอสูรยักษ์ท่องไปในอวกาศอันไร้ที่สิ้นสุด ในบทส่วนนี้อารมณ์ของฉินอี้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก มีทั้งตื่นเต้น ทั้งตกใจเมื่อค้นพบความจริง ทั้งเลือดเย็น ทั้งรู้สึกโดนหักหลัง…
โดยเฉพาะฉากสุดท้ายตอนที่ฉินอี้ตื่นขึ้นมาในบ่อฟักตัวภายในอสูรยักษ์ จะมีช็อต ถ่ายระยะใกล้ที่ลู่จือเหยาต้องแสดงอารมณ์ซับซ้อนของฉินอี้ด้วยการมองกล้องเพียง ครั้งเดียว เห็นได้ชัดว่าสําหรับลู่จือเหยา บทส่วนนี้ยากกว่าส่วนที่ผ่านมาหลายเทา่!
อย่างที่เขารู้มาตั้งแต่ต้น ฉินอี้เป็นตัวละครที่ทดสอบฝีมือการแสดงของเขาสุดๆ
เพราะตัวละครนี้วางบทมาให้เป็นทหารใจแกร่งดั่งหนิผา ในสถานการณ์ส่วนใหญ่ฉินอี้มกัไร้อารมณ์ความรู้สึก ถึงมีก็จะข่มกลั้นเอาไว้ แต่ในบทส่วนนี้โชคชะตาของฉินอี้สลับซับซ้อนเกินไป เขามักพบกับความสิ้นหวัง
และความเจ็บปวดถึงขีดสุด ทําให้ลู่จือเหยาหาจุดสมดุลได้ยากมาก หากยัดเยียดอะไรเกินไปแม้แต่นิดเดียวตัวละครฉินอี้ก็จะพังลงได้ คงไม่เหมาะถ้า จะให้ทหารใจแกร่งเดือดจัดหรือสติแตก แต่ถ้าแสดงออกน้อยเกินไปผู้ชมก็จะคิดว่าลู่ จือเหยาขาดทักษะการแสดง และสื่อสารอารมณ์ออกมาได้ไม่ดีพอ เมื่อเทียบกันแล้วตัวละครอายุน้อยนั้นแสดงได้ง่ายกว่า เพราะอารมณ์ของตัว ละครประเภทนี้ตรงไปตรงมา ดีใจก็คือดีใจ โกรธก็คือโกรธ ไม่มีความซับซ้อน ระดับ อารมณ์มีความยืดหยุ่น กลับกัน