กรับหนี้สนิของบริษัทด้วยเงินส่วนตัว ว่ากันตามหลักการแล้ว บริษัทส่วนใหญ่เป็นบริษัทที่มีความรับผิดชอบหนี้สินแบบ จํากัด ถึงเมิ่งชั่งจะทําบริษัทเจ๊ง ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าการประกาศให้บริษัทล้มละลาย เขาไม่ต้องแบกรับหนี้ด้วยเงนิส่วนตัว แต่ถ้าเป็นการรับผิดชอบหน้ีแบบไม่จํากัด หนี้สินของบริษัทจะตกเป็นของเมิ่งชั่ง ในแวดวงธุรกิจมีสถานการณ์แบบนี้มากมาย ผู้ก่อตั้งบริษัทมักจะต้องแบกหนี้ หลายร้อยล้านหยวนไว้บนหลังและต้องนั่งแท่นผู้บริหารเพราะเซ็นสัญญาข้อตกลงเดิม พัน ข้อตกลงการซื้อคืนทุน หรือข้อตกลงรับผิดร่วมกันอย่างไม่จํากัด เหตุผลที่เมิ่งชั่งไม่ได้เงินลงทุนมากนักก็เป็นเพราะเขายืนกรานไม่ยอมเซ็นสัญญา
ข้อตกลงเดิมพันกับข้อตกลงการซื้อคืนทุน เพราะถ้าเขาเซ็นสัญญาเมื่อไหร่ ไม่ว่าจะได้เงินลงทุนมากขนาดไหน ก็มีความ
เป็นไปได้สูงที่จะเป็นหน้ีท่วมหัว ความเสี่ยงนี้สูงเกินกว่าที่เขาจะรับได้ไหว แต่เงื่อนไขของบอสหลี่แตกต่างจากนักลงทุนคนอื่นๆ เอาเข้าจริง ถือว่าเมตตา
มากกว่าอย่างเห็นได้ชดั เพราะบอสหลี่ไม่ได้ขอให้เมิ่งชั่งเซ็นสัญญาเดิมพันหรือขอให้เมิ่งชั่งซื้อคืนทุน ทั้งหมดในอนาคต และคืนเงินลงทุนทั้งหมดที่ได้ไปกลับมา แต่ขอแค่ให้เมิ่งชั่ง รับผิดชอบหนี้สินของบริษัทแบบไม่จํากัด พูดอีกอย่างคือ เมิ่งชั่งต้องจ่ายหนี้สินทั้งหมดของบริษัท แต่หุ้นจะยังเน่าคามือนัก ลงทุน
เมิ่งชั่งคิดหนัก ถ้าบริษัทไม่มีปัญหาเรื่องหนี้สินและได้เงิน