พอระดับการใช้จ่ายของตัวเอกสูงขึ้น การเลิกจ้างแบบปุบปับก็ทำลายทุก อย่าง ห่วงโซ่ทั้งหมดพังอย่างรวดเร็ว ไม่มีรายได้ จ่ายค่างวดบัตรเครดิตไม่ได้ ธนาคารมายึดบ้าน หนี้บัตรสะสมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ… สภาพความเป็นอยู่ของตัวเอกจึงกลายเป็นเหมือนพ่อของเขา เสียงตัวเอกดังขึ้นในฉากเหตุการณ์เหล่านี้ “พ่อผมบอกอยู่เสมอว่าให้เรียนรู้จากคนเก่งๆ เปลี่ยนความคิดแบบคนจน ตั้งใจทำงานและดิ้นรน อย่าปล่อยให้โดนคนพวกนั้นกลืนกิน “ดิ้นรนแล้วชีวิตจะเปลี่ยน “ผมพยายามแล้ว แต่ทุกอย่างเหมือนจะกลับไปสู่สภาพเดิม ไม่มีอะไร เปลี่ยนแปลง “หรือการดิ้นรนของผมจะไร้ความหมาย ผมไม่คิดแบบนั้น อย่างน้อยผมก็ ไม่ได้กลายเป็นพวกคนไร้บ้าน
“ผมคิดอยู่บ่อยๆ ว่า “ถ้าไม่เสียงาน… “ถ้าเก็บเงินมากกว่านี้…
“ถ้าใช้จ่ายน้อยกว่านี้… “ถ้า… เลือกได้ถูกกว่านี้ ผมจะเปลี่ยนชะตากรรมตัวเองได้รึเปล่า”
ฉากสุดท้ายคือฉากตัวเอกกลับบ้านหลังจากทำงานมาอย่างยาวนานทั้งวัน แล้วย่องไปที่ห้องของลูก
เขามองลูกนอนหลับปุ๋ยใต้แสงจันทร์ท่ามกลางความมืดแล้วเข้าไปห่มผ้าให้
ในจังหวะนั้น ลูกของเขาตื่น ก่อนจะยกมือน้อยนุ่มเนียนขึ้นขยี้ตาแล้วถาม ออกไป “พ่อทำไมกลับดึกจัง ทำไมไม่มีเวลาอยู่กับหนูเลย”
ตัวเอกผงะไปก่อนจะลูบหัวลูก “เพราะแม่ไม่ได้ทำงาน พ่อเลยต้องตั้งใจ ทำงานหาเงินไงลูก”
ลูกถามขึ้นอีก “แล้วเมื่อไหร่พ่อจะว่างอยู่กับหนู”
เขาตอบ “รอพ่อหาเงินได้มากพอก่อนนะ”