พื่อให้ตนเองดูเป็นพี่ชายที่แสนดี
ฮ่องเต้มองการแสดงของฉู่เฟิงและขุนนางใหญ่หลายคนด้วยสายตาเย็นชา “พวกเจ้าพูดจบแล้วใช่หรือไม่”
เหล่าขุนนางใหญ่ฟังออกว่าน้ำเสียงของฮ่องเต้ไม่สบอารมณ์ จึงไม่กล้าพูดอะไรมากอีก เป็นฉู่เฟิงที่พูดขึ้นว่า “เสด็จพ่ออย่างได้ทรงกริ้ว พวกขุนนางใหญ่กล่าวโทษน้องหกเพียงเพราะเป็ นห่วงสถานการณ์ของแว่นแคว้น ถึงอย่างไรเสียก็เกี่ยวเนื่องถึงมิตรภาพของสองแคว้น หากมีความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยก็จุดประกายไฟสงครามได้แล้ว บัดนี้แคว้นจินเรืองอำนาจขึ้นเรื่อยๆ หากเ เป็นปฏิปักษ์ต่อกันคงไม่เหมาะสมจริงๆ พ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้แค่นเสียง “แม้แต่ฮ่องเต้ผู้นี้ก็ต้องให้พวกเจ้ามาสอนว่าควรทำเช่นไรหรือ ผู้ใดเป็นบริพาร ผู้ใดเป็นผู้ปกครองกันแน่ ข้ามีแผนการในใจแล้ว หากพวกเจ้าจะกล่าวโทษจิ้นอ๋องก็ ย่อมได้ แต่ต้องหาหลักฐานมาเสียก่อน ในฐานะที่เป็นขุนนางที่มีเกียรติของราชสำนัก ยืนอยู่ในท้องพระโรงที่ทรงคุณค่าแห่งนี้ จะพูดจาสามหาวตามใจชอบเช่นนี้ได้หรือไร”
ขุนนางใหญ่ทั้งหกพลันคุกเข่าลง
ฮ่องเต้ตรัสอีกว่า “หากไม่มีหลักฐานให้กล่าวโทษได้ พวกเจ้าก็มีความผิดฐานใส่ร้ายองค์ชาย พวกเจ้าคิดดีแล้วใช่หรือไม่”
แผ่นหลังของขุนนางทั้งหกพลั