เลยสักคน จึงไม่พบสองพี่น้องที่นำพู่หยกไปจำนำขอรับ”
ตงฟางมู่รีบถามทันที “เช่นนั้นช่วยคนกลับมาได้หรือไม่ คนถูกจับไปมากมายถึงเพียงนั้น หรือว่าไม่ได้ส่งทหารไปช่วยเลยหรืออย่างไร”
องครักษ์เอ่ยว่า “จิ้นอ๋องนำคนไปช่วยแล้วขอรับ ตอนนี้ยังไม่มีข่าวคราวอะไร ฝ่าบาทจึงให้ข้าน้อยมาบอกกล่าวท่านก่อน ท่านจะได้ไม่ต้องร้อนใจขอรับ”
แล้วตงฟางมู่จะไม่ร้อนใจได้อย่างไร ผ่านมาหลายปีถึงเพียงนี้แล้ว คนที่คิดว่าตายไปตอนนี้กลับมีความหวังขึ้นมารางๆ แต่จู่ๆ ความหวังนี้ก็มลายหายไป เป็นไปได้หรือที่เขาจะไม่ร้อนใจ
“เอาละ พวกเจ้ากลับไปก่อนเถอะ มีข่าวคราวอะไรก็มารายงานข้าทันที” ตงฟางมู่กล่าว
…
ทางด้านจ้าวซู่เอ๋อ หลังจากที่นางกลับไปถึงในเมือง นางพบกับเฉินไท่เหรินที่กำลังคิดหนีพอดี ครั้นเฉินไท่เหรินรู้เรื่องราวทุกอย่างแล้ว เขาก็ให้คนรถของตนเองไปส่งนางที่ค่ายทหารทันที
ผู้คุมของค่ายทหารขวางจ้าวซู่เอ๋อไว้ นางบอกว่ามาพบจิ้นอ๋อง ผู้คุมสอบถามนางเสียรอบหนึ่งแล้ว ทว่าไม่เชื่อคำพูดของนางโดยสิ้นเชิง ครั้นนางบอกว่ามาพบอาอู่ เหล่าผู้คุมก็ยิ่งไม่เชื่อคำพูดของนาง จึงไล่นางไปโดยตรง นางร้อนใจจนได้แต่นั่งลงร้องไห้ พลางร้องเรียกชื่อของอาอู่