ว่านเอ๋อร์ไปในเวลานี้ไม่ได้ จึงกล่าวกับฮ่องเต้ว่า “ฝ่าบาท กระหม่อมรับปากหว่านเอ๋อร์ว่าจะพานางกลับเขาฉีอวิ๋น เรื่องนี้ต้องรบกวนพระองค์ส่งคนไปสืบความให้ชัดเจน ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นเช่นนี้ ล้วนส่งข่าวมาที่เขาฉีอวิ๋นด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้ผงกศีรษะ “เช่นนั้นก็ดีเหมือนกัน เจ้าอยู่เคียงข้างหว่านเอ๋อร์ไว้ ข้าจะส่งหมอหลวงตามเจ้ากลับเขาฉีอวิ๋นด้วย ดีเลวอย่างไรก็จะได้ดูแลอย่างใกล้ชิ้น”
ตงฟางมู่โบกมือ “ไม่ต้องหรอกพ่ะย่ะค่ะ หากหมอหลวงจากสำนักหมอหลวงรักษาหว่านเอ๋อร์ให้หายได้ ไหนเลยจะต้องรอถึงวันนี้”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นแล้ว ฮ่องเต้ก็พลันถอนใจ ไม่ได้กล่าวอะไรอีก เพราะตอนนี้พูดอะไรไปก็ไม่มีประโยชน์แล้ว ไม่ว่าจะพูดอะไรก็เปลี่ยนความจริงนี้ไม่ได้
พระองค์ตรัสถามว่า “หากสืบพบว่าเด็กคนนั้นยังมีชีวิตอยู่ เจ้าจะทำอย่างไร”
“หากเด็กคนนั้นยังมีชีวิตอยู่ ก็ย่อมต้องรับนางกลับมาพ่ะย่ะค่ะ” ตงฟางมู่ตอบ
“จะให้ใครรับกลับมา เป็นเจ้า หรือว่าเป็นเผยชิงหาน” ฮ่องเต้ถามอีก
ตงฟางมู่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบว่า “จะให้ใครรับเด็กคนนั้นกลับมา ก็ต้องรู้ให้ได้ก่อนว่าทิ้งเด็กคนนั้นได้อย่างไร นางถูกทิ้งไปแท้ๆ แต่กลับบอกว่านางตายแล้ว หากเรื่องจริงเกี่ยวพันกับเผยชิงหาน เช่นนั้นไม่เพียงกระหม่อมจะไม่มอบนางให้เขา กระหม่อมตงฟางมู่จะไม่มีทางปล่อยเขาไปเด็ดขาด”
ชางซูหังคุกเข่าอยู่บนพื้น จิตใจหวาดหวั่นไม่ยอมหยุดพัก ที่แท้เขาก็คือตงฟางมู่ อาจ