้าอีก เพียงให้เขาคุกเข่าต่อไปเช่นนั้น
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไร ชางซูหังรู้สึกว่าหัวเขาและขาของตนชาจนไร้ความรู้สึกไปโดยปริยายแล้ว แทบจะไม่รู้สึกถึงขาของตนเองแล้วด้วยซ้ำ ทรมานอย่างยิ่งยวด ทว่าเขาก็ยังคงไม่กล้าขยับร่างอยู่ดี
ขันทีเฒ่าคนหนึ่งรีบร้อนเดินเข้ามา กล่าวกับฮ่องเต้ว่า “ฝ่าบาท พ่อบ้านซุนมาแล้วพะยะค่ะ”
“ให้พวกเขาเข้ามา” ฮ่องเต้พยักหน้า
ไม่นานนัก ขันทีเฒ่าก็นำบุรุษวัยกลางคนสองคนเข้ามาในห้องทรงอักษร คนหนึ่งที่ดูอาวุโสกว่าฉลาดเฉลียว เขาก้าวขึ้นมาข้างหน้า และคุกเข่าทำความเคารพอย่างคุ้นชิน
ฮ่องเต้จ้องพ่อบ้านซุน ไม่ได้เรียกให้ลุกขึ้น เพียงถามว่า “ของหมั้นของจิ้นอ๋องยังอยู่หรือไม่”
พ่อบ้านซุนพยักหน้าทันที “ทูลฝ่าบาท ของหมั้นของจิ้นอ๋องอยู่ในคลังตลอดพะย่ะค่ะ ตอนที่จิ้นอ๋องจากไปในปีนั้น กระหม่อมให้เขานำติดตัวไปด้วย แต่เขาไม่ยอม จะให้เก็บไว้ที่จวนท่าเดียวเลยพ่ะย่ะค่ะ”
“เช่นนั้นเจ้าดูสิ ว่านี่คืออะไร” ฮ่องเต้มุ่นคิ้วเอ่ย
ขันทียกถาดเข้ามา กล่องกำมะหยี่ในถาดนั้นเปิดฝาอยู่ โดยมีพู่หยกชิ้นหนึ่งวางไว้ข้างใน
สีหน้าของพ่อบ้านซุนชะงักค้าง ยังคิดว่าตนเองตาฝาดไป หลังจากมองดูอย่างชัดเจนแล้ว เขาก็รีบ