้วก็ตกใจจนตัวโยน
“ท่านแม่ มีรายรับก็ต้องมีรายจ่าย ในเมื่อค่าเช่าแพงถึงห้าสิบตำลึง เช่นนั้นก็บ่งบอกว่าร้านค้าที่จะต้องเป็นร้านค้าขึ้นชื่อที่หาเงินมาได้อย่างง่ายดาย ข้าคิดว่าใช้ได้นะเจ้าคะ”
แม้จ้าวหลานจะรู้สึกเสียดาย แต่นางเชื่อมั่นในสายตาของบุตรสาวมากกว่า จื่อเอ๋อร์บอกว่าใช้ได้ เช่นนั้นก็ต้องใช้ได้อย่างแน่นอน
ไป๋จื่อจัดการเช่าร้านไปตามนั้น เถ้าแก่เฉินช่วยนางหาคนมาจัดวางข้าวของตามความต้องการของนางจำนวนหนึ่ง ทั้งสองร้านอยู่ติดกัน แต่กลับมีรูปแบบที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
ร้านหนึ่งน่ารัก สดใส แฝงความเยาว์วัยเต็มเปี่ยม ส่วนอีกร้านดูเงียบขรึม หรูหรา และสง่างาม
กิจการของร้านสือเค่อดีวันดีคืน หลังจากวางขายอาหารเป็นยาแล้ว คนที่ได้กินไม่เพียงเอ่ยคำชม ยังบอกต่อไปอีกสิบคน สิบคนบอกต่อไปอีกร้อยคน จึงทำมาค้าขึ้นยิ่งกว่าตอนขายแตงดินก่อนหน้านี้เสียอีก อีกทั้งราคาอาหารเป็นยาแพงกว่าแตงดินถึงสิบเท่า กำไรที่เข้ามาจึงเทียบกับทองเป็นถังได้เลยทีเดียว
เถ้าแก่เฉินเป็นคนมีเหตุผล เมื่อได้เงินมากขนาดนั้นแล้ว เขาย่อมจ่ายเงินซื้อสมุนไพรของไป๋จื่อมากขึ้น จากทีแรกมัดละสิบตำลึงเงิน จนถึงตอนนี้ก็เป็นมัดละห้าสิบตำลึงแล้