ทำให้ท่านแม่ได้สบายขึ้นหน่อย เสียเงินเท่าไรก็ไม่เรียกว่าใช้เงินมือเติบ อีกอย่าง พวกเราเป็นคนที่ต้องทำมาค้าขาย หากแม้แต่เรื่องเล็กน้อยพรรค์นี้ยังไม่เสียเงินจ้างคนอื่นทำ แล้วจะมีเวลา มีแรงเหลือไปทำเรื่องอื่นหรือเจ้าคะ”
จ้าวหลานคล้อยตามท่าทางเอาจริงเอาจังของบุตรสาว “เจ้าก็พูดถูก มีเหตุผลทีเดียว ข้าจะฟังเจ้าแล้วกัน”
ขณะนี้จ้าวซู่เอ๋อพาหรูเอ๋อร์เข้ามาแล้ว ครั้นนางเห็นสองแม่ลูกนั่งสนทนากันอยู่บนเตียง ก็พลันยิ้มกล่าว “เห็นพวกท่านสองคนแล้ว ข้ารู้สึกอิจฉายิ่งนัก”
“ข้าต่างหากที่อิจฉาเจ้า หรูเอ๋อร์น่ารักน่าเอ็นดูปานนั้น ต่อไปต้องขี้อ้อนเป็นแน่” จ้าวหลานกล่าวพลางลุกขึ้น แล้วเดินไปหยิบลูกกวาดในตู้ออกมา ยัดใส่มือของหรูเอ๋อร์เสียชิ้นหนึ่ง
ซู่เอ๋อยิ้มกว้าง “พวกท่านพะเน้าพะนอนางเช่นนี้ ต่อไปนางต้องเสียคนแน่เจ้าค่ะ” นางนำห่อผ้าในมือส่งให้ไป๋จื่อ “อาจื่อ วันนี้เป็นวันเกิดเจ้า ข้าก็ไม่มีของดีอะไรจะให้เจ้า นี่เป็นเสื้อที่ข้าทำเอง เจ้าลองดูว่าชอบหรือไม่”
ไป๋จื่อรับห่อผ้ามาเปิดดู เป็นเสื้อนอกทำจากผ้าต่วนสีดอกท้ออ่อนๆ รูปแบบทันสมัย ฝีเข็มถี่ยิบและประณีต ดีกว่าเสื้อที่ซื้อในร้านเสื้อผ้าไม่รู้ตั้งกี่เท่า เมื่ออากาศเย็นขึ้นแล้วนางต้องสวมมันแน่นอน
“งามนัก คิดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าท่านมีฝีมืองดงามเช่นนี้”
จ้าวซู่เอ๋อเห็นไป๋จื่อชอบใจ นางก็ผ่อนลมหายใจในที่สุด นางเสียเวลาทำเสื้อตัวนี้ไปไม่น้อย ด้วยเกรงว่าเด็กสาวจะไม่