ากองทหารเกราะดำและกองทหารม้าหุ้มเกราะของพวกเจ้าล้วนองอาจมากความสามารถหรอกหรือ ในเมื่อเป็นเช่นนั้น พวกเจ้ารบให้ชนะก็สิ้นเรื่องแล้วนี่” จูซื่อกล่าว
บุรุษอ้วนเตี้ยโบกมือ “รบชนะไม่ได้ง่ายเช่นที่เจ้าพูดเสียหน่อย ตอนที่จิ้นอ๋องยังอยู่ ทุกคนล้วนเป็นหนึ่งเดียวกัน จิ้นอ๋องเองก็รอบคอบยิ่ง ก่อนจะออกรบทุกครั้ง เขาล้วนวางแผนก่อนล่วงหน้า ส่วนแม่ทัพก็นำนายทหารอย่างพวกข้าดำเนินการตามแผนก็มีทั้งบุก มีทั้งตั้งรับ หลายส่วนสอดประสานกัน ก่อนหน้านี้ล้วนได้รับชัยชนะครั้งใหญ่เสมอ ทว่าวันนี้พวกข้าไม่มีจิ้นอ๋องแล้ว และไม่มีแม่ทัพของพวกข้าคอยชี้นำแล้วเช่นกัน กองทหารจำนวนสองหมื่นนายจึงเหมือนเม็ดทราย ครั้นเผชิญหน้ากับนายทหารฝีมือดีหนึ่งแสนนาย พวกข้าจะเอาชนะได้อย่างไร จะใช้อะไรไปชนะอีกฝ่าย”
“หนึ่งแสน? พวกเจ้าสองหมื่น สู้กับอีกฝ่ายหนึ่งแสนเนี่ยนะ? นั้นไม่เท่ากับการส่งตัวเองไปตายหรือไร” จูซื่อมีสีหน้าตกใจจนตะลึงลาน
บุรุษผู้นั้นถอนใจอีกครั้ง สีหน้าจนใจยิ่ง ในดวงตามีน้ำตารื้น ใครไม่มีพ่อแม่ ใครไม่มีครอบครัว ใครไม่ต้องการมีชีวิตรอด แล้วใครจะอยากตายบ้างเล่า
หูเฟิงกล่าวกับจูซื่อ “ไม่ต้องถามมากความแล้ว รีบไปดูเถอะว่าเตรียมอาหารเรียบร้อยแล้วหรือยัง”
จูซื่อตอบรับเสียงหนึ่ง ก่อนจะรีบเดินไป
จากนั้นหูเฟิงยื่นมือไปรั้งบุรุษที่กำลังจะหมุนกายจากไป ก่อนจะกดเสียงถามว่า “ข้าขอถือวิสาสะพูดสักหน่อยได้หรือไม่”
อีกฝ่ายไม่ได้ตอบรับในท