น่นอนเชียวล่ะ”
ไป๋จื่อยิ้มถาม “ไป๋เสี่ยวเฟิงก็เรียนที่สำนักศึกษาซื่อเหอนี่ เหตุใดครั้งนี้เขาไม่เข้าร่วมการสอบระดับท้องถิ่นด้วยเล่า”
“ครั้งนี้เขาสอบได้ที่โหล่ในสำนักศึกษา มีเพียงผู้ที่สอบได้สิบอันดับแรกเท่านั้นถึงจะได้เข้าร่วมการสอบระดับท้องถิ่น จึงไม่มีที่ว่างให้เขาอย่างไรเล่า” ลู่ผิงอันกล่าวพลางหัวเราะ
“สอบได้ที่โหล่?” ไป๋จื่อเองก็เบิกบานใจนัก เพราะหญิงชราและหลิวกว้าหัวคิดว่าไป๋เสี่ยวเฟิงจะได้ร่ำรวย มีหน้ามีตาในอนาคต หากพวกนางรู้ว่าเขาสอบได้ที่โหล่ละก็…
“อาจารย์บอกว่าเขาจิตใจไม่นิ่งสงบ ไม่สามารถจดจ่อกับการเรียนหนังสือได้อย่างเต็มที่ เขาหยิ่งทะนงนัก คนเช่นนี้ไม่เหมาะจะเรียนหนังสือโดยสิ้นเชิง ไม่มีทางสอบได้ตำแหน่งอะไรแน่นอน ทั้งยังแนะนำให้เขากลับไปเสีย” ลู่ผิงอันเอ่ย
“คนสกุลไป๋รู้เรื่องนี้หรือไม่” ไป๋จื่อถามขึ้นมา
ลู่ผิงอันส่ายหน้า “คนอย่างไป๋เสี่ยวเฟิงหรือจะบอกเรื่องนี้กับคนสกุลไป๋ แต่อาจารย์พูดไว้แล้ว ว่าขอเพียงเขาปรับปรุงนิสัย อาจารย์ก็จะสอนเขาต่อไป”
เมื่อนึกถึงทีท่าไม่ยี่หระ เห็นตนเองเป็นสาวรับใช้ของไป๋เสี่ยวเฟิงแล้ว นางก็พลันโมโหขึ้นมา ทั้งยังหวังจริงๆ ว่าชั่วชีวิตนี้ของเขาจะสอบไม่ผ่านระดับท้องถิ่น
ขณะที่สนทนากัน รถม้าก็หยุดลงตรงหน้าประตูของสำนักศึกษาซื่อเหอ เพราะเป็นตำบลทั่วไป สำนักศึกษาจึงมีหน้าตาธรรมดามาก ไม่ได้สง่างามและน่าเกรงขามเหมือนสำนักศึกษาในความเข้าใจของไป๋จื่อ
อีกสา