บเมิ่งหนาน ถึงแม้จะไม่มีเมิ่งหนาน เขาก็อยากจะรู้จักน้องสาวอย่างนางอยู่วันยันค่ำ
ไป๋จื่อรู้ว่าเฉินไท่เหรินเป็นคนที่ไว้ในได้ในเมืองชิงหยวน แม้แต่นักเลงท้องถิ่นอย่างกู้เฟิงคังก็ต้องไว้หน้าเขาอยู่หลายส่วน หากเรียกได้ว่าเป็นพี่น้องกับเขาจริงก็ย่อมเป็นเรื่องดีอย่างยิ่งยวด
“พี่ใหญ่เฉิน ข้าขอใช้ชาต่างเหล้า คารวะท่านสักถ้วย” ไป๋จื่อยกชาที่พนักงานร้านเพิ่งยกมาให้ขึ้นมา
เฉินไท่เหรินรีบยกถ้วยชาขึ้น “น้องข้า ต่อไปไม่ว่ามีเรื่องอะไรล้วนมาหาข้าได้เสมอ มิพักพูดถึงที่อื่น แต่เมืองชิงหยวนแห่งนี้ ไม่มีที่แห่งใดที่ข้าเฉินไท่เหรินช่วยเจ้าไม่ได้”
ทั้งสองคนดื่มชา สนทนากันอีกเล็กน้อย ก่อนจะเข้าประเด็นสำคัญในวันนี้
“น้องข้า ที่เจ้าพูดตอนที่อยู่ข้างล่างเมื่อครู่นี้ เจ้ามีความคิดอะไรหรือ” เฉินไท่เหรินถาม
ไป๋จื่อยิ้มกรุ้มกริ่ม นางลุกขึ้นเดินไปที่หน้าโต๊ะหนังสือ หยิบกระดาษสีขาวมาแผ่นหนึ่ง แล้วเขียนตัวหนังสือลงไปสองตัว
เฉินไม่เหรินรอนางนำกระดาษมาให้ไม่ไหว จึงเข้าไปอ่านที่ข้างกายนาง เขาพลันมีสีหน้าประหลาดใจ “อาหารเป็นยา? เจ้าอยากให้ข้าทำอาหารเป็นยารึ”
เด็กสาววางพู่กันลง หมุนกายไปนั่งลงตรงที่นั่งเดิม “ไม่ผิดเจ้าค่ะ ทำอาหารเป็นยา พี่ใหญ่เฉินเป็นคนทำธุรกิจ จัดการดูแลร้านอาหารมากมายในเมืองชิงหยวน ย่อมต้องรู้ราคาของอาหารเป็นยาแน่”
“อย่างไรเสียแตงดินก็เป็นอาหารของชาวบ้านทั่วไป ต่อให้ทำอร่อยมากกว่านี้ ราคาของมันก็ยังคง