เฉื่อย ค่อยๆ หายไปจากสายตาของพวกเขา หูจ่างหลินลอบเช็ดน้ำตาบนใบหน้าจนหมดสิ้น เขาฝืนยิ้มออกมาจางๆ “กลับเถอะ ทุกคนกลับกันไปหมดแล้ว”
ระหว่างทางกลับบ้าน พวกเขาพบกับเจ้าใหญ่พอดี วันนี้เขาเช่ารถเทียมวัวคันหนึ่ง ขนข้าวสาลีที่ตากแห้งดีแล้วของที่บ้านไปขายในเมืองพร้อมกับบุตรชาย และถือโอกาสแลกข้าวสารกลับมาสักเล็กน้อยด้วย
เจ้าใหญ่เห็นทุกคนมีสีหน้าโศกเศร้า บนใบหน้าของเขาจึงปรากฏความลำพองใจขึ้นมา “เป็นอะไรไป เกราะกำบังไม่อยู่แล้ว เลยรู้สึกทรมานใจหรือ”
จ้าวหลานพาหูจ่างหลินอ้อมไป “ไม่ต้องสนใจเขา”
แต่เจ้าใหญ่ย่อมไม่ปล่อยให้โอกาสนี้หลุดลอยไป ขวางตรงหน้าของหูจ่างหลินไว้ในทันที
หูจ่างหลินถามอย่างมีน้ำโห “เจ้าใหญ่ เจ้าคิดจะทำอะไร”
เจ้าใหญ่เลิกคิ้วพร้อมยิ้มเย็น “คิดจะทำอะไร? แน่นอนว่าข้ากำลังจะคิดบัญชีระหว่างพวกเรา หรือเจ้าลืมไปแล้วหรือ ว่าตอนนั้นแขนสองข้างของข้าถูกบุตรชายของเจ้าหักอย่างไร”
ฝ่ายหูจ่างหลินแค่นหัวเราะ “นั่นเจ้าสมควรโดนแล้ว ทำไม หูเฟิงเพิ่งจะจากไป เจ้าก็คิดจะคิดบัญชีกับข้าแล้วรึ”
บุตรชายคนโตสกุลไป๋กอดอก ร่างสูงใหญ่ขวางอยู่เบื้องหน้าของหูจ่างหลิน ดูท่าทางน่าเกรงขามเสียจริงเชียว “มีให้เลือกสองทาง ชดใช้เงินที่ข้าจ่ายค่ารักษาไป ไม่ต้องมากนัก ห้าตำลึงเป็นอันใช้ได้ หรือไม่ก็ให้ข้าหักแขนข้างหนึ่งของเจ้า พวกเราจะได้เจ๊ากัน”
อาอู่เดินมาข้างหน้า หยุดยืนอยู่ข้างหน้าหูจ่างหลิน มองเจ้าใหญ่อย่างเย็นชา “เ