ต่างหาก ใกล้จะเข้าฤดูหนาวแล้ว เช่นนั้นพวกเราจะผ่านฤดูหนาวปีนี้ไปได้อย่างไร”
เจ้ารองนั่งลงข้างกายนาง พลางถอนใจยาวๆ เสียงหนึ่ง “ข้าคิดว่าอย่างน้อยที่สุดท่านแม่น่าจะให้เงินพวกเราหนึ่งตำลึงเงิน หากมีหนึ่งตำลึงเงิน พวกเราซื้อข้าวและแป้งมาสักหน่อย กินอยู่อย่างประหยัด อย่างไรก็น่าจะใช้ชีวิตไปได้จนถึงฤดูใบไม้ผลิปีหน้า แต่ใครจะรู้ว่า…เฮ้อ…”
เขาคอตกอยู่เนิ่นนาน แต่จู่ๆ ก็เงยหน้าขึ้น รีบพูดว่า “หรือข้าไปเข้าร่วมกองทัพน่าจะดีกว่า ไม่เพียงประหยัดเสบียงอาหารไปได้คนหนึ่ง ยังได้เงินอีกยี่สิบตำลึง เจ้า ฟู่กุ้ย และเจินจูก็ไม่ต้องกลัวอดอยาก ได้เงินเก็บเพิ่มขึ้นเช่นนี้ ต่อไปจะได้นำไปใช้ตอนฟู่กุ้ยแต่งภรรยาได้”
จางซื่อรีบส่ายหน้า “ไม่ได้ สงครามครั้งก่อนดุเดือดนัก ข้าไม่เหมือนแม่ของเจ้า ไม่ว่าอย่างไรข้าก็ไม่อยากเป็นหม้าย เอาอย่างนี้แล้วกัน วันหลังข้าจะไปขอยืมเสบียงอาหารจากบ้านพี่ชายของข้าสักหน่อย พอประทังชีวิตผ่านฤดูหนาวไปได้แล้วค่อยว่ากัน”
เจ้ารองรู้สึกอบอุ่นหัวใจ เขากอดภรรยาของตนเอง “เจ้าดีกับข้านัก รู้จักเอาใจใส่เสียจริง” เมื่อนึกถึงความเย็นชาที่ผู้เป็นมารดาจะให้เขาและฟู่กุ้ยไปเข้าร่วมกองทัพเมื่อวาน หัวใจของเขามีแต่ความหนาวเหน็บ บัดนี้ในที่สุดก็อบอุ่นขึ้นมาได้แล้ว
ทว่าจางซื่อถูกเขากอดอย่างกะทันหันกลับรู้สึกตกใจ รีบดันตัวเขาออกห่าง “อะไรของเจ้า เดี๋ยวฟู่กุ้ยก็เข้ามาเห็นหรอก” แม้จะพูดออกมาเช่นนั้น ทว่าบ