่ตกใจแทบตาย”
ไป๋จื่อใช้มือข้างหนึ่งยันเตียงลุกขึ้นนั่ง ถามด้วยความสงสัย “ท่านแม่ แท้จริงแล้วเกิดอะไรขึ้น”
“เมื่อครู่ข้ามาเรียกให้เจ้าตื่น แต่เรียกอย่างไรเจ้าก็ไม่ยอมตื่น ร่างกายของเจ้าเย็นยิ่งกว่าน้ำแข็ง แม้แต่ลมหายใจก็ไม่มี ข้าเกือบคิดว่า คิดว่า…” จ้าวหลานกล่าวพร้อมน้ำตานองหน้า หากบุตรสาวของนางจากไป นางจะมีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่ออะไร
ไป๋จื่อจับมือของจ้าวหลาน ยิ้มกล่าว “ข้าหลอกท่านเท่านั้น ข้าหลับลึกไปหน่อย จะเป็นอะไรไปได้เล่าเจ้าคะ ดูท่านร้องไห้เข้าสิ คนอื่นเห็นเข้าจะคิดว่าข้ารังแกท่านเอานะ”
จ้าวหลานเห็นบุตรสาวยังล้อเล่นอยู่ได้ ในใจก็รู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาบ้าง “เจ้าไม่เป็นอะไรจริงหรือ ไม่สบายตรงไหนหรือไม่”
เด็กสาวส่ายหน้า “ข้าไม่เป็นอะไรจริงๆ ทั้งยังสบายดีนัก” นางหาวครั้งหนึ่ง “แค่ง่วงนิดหน่อยเท่านั้น”
จ้าวหลานหันไปมองสีท้องฟ้าด้านนอกหน้าต่าง ฟ้ายังคงไม่สว่างเต็มที่ ตื่นสายกว่านี้สักหน่อยก็ย่อมได้ จึงดันตัวบุตรสาวให้นอนลง “เช่นนั้นเจ้าก็นอนต่อเถอะ อีกเดี๋ยวซู่เอ๋อจะมา พวกข้าไปทำงานกันสองคนก็พอแล้ว”
ไป๋จื่อพยักหน้า ตอนนี้นางไม่มีเรี่ยวแรงจะไปทำงานจริงๆ รู้สึกสับสนอลหม่านนัก
หลังจากจ้าวหลานไปแล้ว นางไม่กล้าหลับตาลงอีก ดวงจันทร์ข้างนอกหน้าต่างยังคงลอยค้างอยู่กลางท้องฟ้า นางกลัวว่าหากหลับตาลงแล้วจะต้องกลับไปที่ห้องผู้ป่วยนั้นอีก
ร่างกายของนางเริ่มอบอุ่นขึ้น เรี่ยวแรงค่อยๆ กลับคืนมา นางก็อยา