จื่อจะสูงส่งเพียงไร ก็ไม่มีความเกี่ยวข้องใดกับนางแล้ว นางไม่อยากสานต่อความสัมพันธ์นี้อีกต่อไป
อีกอย่าง ครอบครัวที่ทิ้งเด็กทารกไว้ในป่าได้ ตามหาพวกเขาไปแล้วจะได้ประโยชน์อะไร
ตอนนี้นางเพียงอยากใช้ชีวิตอิสระกับท่านแม่ในหมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้ นางไม่อยากไปเข้าร่วมการแก่งแย่งชิงดีในเมืองหลวง
หูเฟิงไม่ได้คิดมาก ถึงอย่างไรก็เป็นแค่พู่หยกชิ้นหนึ่ง บนโลกนี้มีสิ่งของที่คล้ายคลึงกันอยู่ถมไป
ทั้งสองคนไม่พูดอะไรอีกตลอดทาง เพียงเดินตามกันไปถึงคันนา ข้าวสาลีในที่นาถูกเกี่ยวไปไม่น้อยแล้ว อาอู่กำลังเกี่ยวข้าวสาลีแถวสุดท้ายอยู่
ไป๋จื่อวางข้าวของในมือลง แล้วหยิบกระบอกน้ำในย่ามส่งให้อาอู่
“พี่อู่ คิดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าท่านจะทำไร่ทำนาได้คล่องเช่นนี้”
อาอู่หยุดงานในมือ รับกระบอกน้ำที่ไป๋จื่อส่งให้ หลังจากดื่มไปอึกหนึ่ง รวมถึงเช็ดเหงื่อแล้ว เขาถึงจะยิ้มรับ “เมื่อครั้งที่ข้าพาภรรยาและลูกหนีมา ระหว่างทางผ่านหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ข้าเห็นคนแก่สองคนเหนื่อยจนเป็นลมอยู่ในที่นา จึงเข้าไปช่วยพวกเขา หลังจากนั้นก็ได้อาศัยอยู่ที่บ้านพวกเขาอยู่พักหนึ่ง ช่วยพวกเขาเกี่ยวข้าวสาลีในที่นาจนเสร็จ ได้เสบียงอาหารมาจำนวนหนึ่งด้วย”
“ท่านไม่ใช่คนเมืองชิงหยวนหรือ” ไป๋จื่อถามด้วยคามแปลกใจ
อีกฝ่ายส่ายหน้า “ข้าไม่ใช่คนเมืองชิงหยวน แต่เพราะมีญาติอาศัยอยู่ในเมืองชิงหยวนอยู่สองสามคน จึงไปขอพึ่งพิงพวกเขา แต่ใครจะคิด…” เขายิ้มขื่น ไม่ได้พูดต่อ