้งหนึ่ง แล้วถามไป๋จื่อว่า “เจ้าดีขึ้นบ้างแล้วหรือ”
จ้าวหลานเห็นหูเฟิงเหมือนมีเรื่องอยากพูด จึงพาจ้าวซู่เอ๋อออกไป “พวกเราไปทำกับข้าวเถอะ ยามนี้แล้ว อีกเดี๋ยวอาอู่ก็น่าจะกลับมาแล้วกระมัง”
วันนี้เป็นวันเก็บแตงดิน อาอู่พาคนไปยังที่ดินตั้งแต่เช้า เวลานี้จึงควรกลับมาแล้วเช่นกัน
จ้าวซู่เอ๋อนับว่าเป็นคนฉลาด นางรู้เจตนาของจ้าวหลาน จึงรีบเรียกเสี่ยวหรูเอ๋อร์ที่กำลังเล่นอยู่อีกด้านหนึ่งออกไปด้วย
ในเรือนเหลือเพียงพวกเขาสองคน ไป๋จื่อนั่งอยู่ตรงหัวเตียง ส่วนหูเฟิงยืนอยู่ที่ปลายเตียง ต่างคนต่างไม่พูดจา บรรยากาศดูอึดอัดอยู่บ้าง
หูเฟิงกวาดสายตามองกาน้ำชาที่อยู่บนโต๊ะขนาดเล็กข้างๆ “อยากดื่มชาหรือไม่”
ไป๋จื่อพยักหน้า “อืม กระหายน้ำนิดหน่อย”
ชายหนุ่มรินชาให้นางถ้วยหนึ่ง ยื่นไปให้ถึงมือนาง และถือโอกาสนั่งลงที่ข้างเตียง ห่างจากนางเพียงแค่หนึ่งช่วงแขนเท่านั้น
นางดื่มชาอุ่นๆ ไปครึ่งถ้วย ก่อนจะส่งถ้วยชาที่เหลือไม่กี่อึกคืนให้อีกฝ่าย “เมื่อคืนเจ้าออกไปข้างนอกหรือ”
หูเฟิงไม่แปลกใจที่นางรู้ จ้าวหลานไม่รู้เรื่องที่เขาออกไปเมื่อคืน แต่จ้าวซู่เอ๋อน่าจะรู้ และจ้าวซู่เอ๋อมาแต่เช้าเช่นนี้ เรื่องนี้คงจะปิดบังพวกนางไม่ได้แล้ว
“อืม ออกไปจัดการธุระเล็กน้อย” เขาพยักหน้า
ไป๋จื่อยิ้ม พร้อมทั้งถามว่า “จัดการธุระเล็กน้อย? ได้ยินว่าเจ้าเผาโกดังของที่ว่าการอำเภอ ทั้งยังทำร้ายกู้เฟิงคังด้วย”
สีหน้าของหูเฟิงไม่เปลี่ยนไปสักนิด เ