ว่ากันตามตรงแล้วฝีเท้าควรจะเร็วกว่าพวกเรา แต่เขากลับอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลพวกเราโดยตลอด ข้าจงใจเดินทางอ้อมเล็กน้อย เส้นทางนั้นมีคนสัญจรน้อยนัก แต่เขากลับตามพวกเรามาตลอดทาง ข้าจึงแน่ใจว่าเขากำลังตามพวกเรามา”
ไป๋จื่อไม่เข้าใจ “คนผู้นั้นเป็นใคร เหตุใดต้องตามพวกเรามาด้วย”
หูเฟิงส่ายหน้า “ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน เมื่อครู่ข้าคิดจะเข้าไปถามเขาให้ได้ความ แต่เขาเห็นข้าลงจากรถตั้งแต่ไกลแล้ว จึงกลับหลังหันไปในทันที ข้าไม่อาจตามทัน”
“ไร้สาระ เขาขี่ม้า เจ้ามีแค่สองขา ตามทันก็แปลกแล้ว” ไป๋จื่อกล่าวต่อทันควัน
ชายหนุ่มขมวดคิ้วมุ่น ไม่รู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ ก่อนที่เขาจะพูดเสียงเรียบ “ช่วงนี้เจ้าระต้องระวังตัวให้มากหน่อย อย่าออกไปไหนมาไหนตามลำพัง ไม่ว่าจะไปที่ใดล้วนต้องบอกข้า”
ไป๋จื่อยิ้มกริ่ม “ไปห้องสุขาก็ต้องรายงานเจ้าใช่หรือไม่”
หูเฟิงกลอกตาขาวใส่นาง “เจ้าเป็นสตรี แต่พูดจาเหมือนกับบุรุษก็ไม่ปาน” แม้จะพูดเช่นนั้น แต่บนใบหน้าของเขากลับมีรอยยิ้มปรากฏขึ้นมา
“ไป” รถม้าเคลื่อนไปข้างหน้า มุ่งหน้าสู่หมู่บ้านหวงถัว
บุรุษที่เดิมทีตามมาแต่ไกล บัดนี้เขาเดินออกมาจากต้นไม้เก่าแก่ที่ตนซ่อนตัว หลังจากเห็นรถม้าเข้าไปในหมู่บ้านหวงถัวกับตาตนเองแล้ว เขาถึงจะจากไปด้วยความพึงพอใจ
เมื่อรถม้าเข้าไปในหมู่บ้าน ตอนที่ผ่านสกุลไป๋ พวกเขาพบหมอลู่ออกมาจากในลานบ้านสกุลไป๋พอดิบพอดี ในมือของเขาถือล่วมยาใบหนึ่งด้วย
หมอลู่ทักทายหูเฟิงแ