”
อาอู่ตอบรับอย่างหนักแน่นเสียงหนึ่ง ก่อนจะยกย่ามบนพื้นขึ้นมา ขณะที่ก้มหน้าลง น้ำตาก็ยังคงไหลลงมาไม่หยุด
เดิมทีเขาคิดว่าจะต้องพบกับทางตันแล้ว แต่กลับคิดไม่ถึงเลย ว่าจะเกิดหนทางเส้นใหม่ในสถานการณ์อันน่าจนใจเช่นนี้
รถม้ามีขนาดใหญ่นัก ผู้ใหญ่สามเด็กหนึ่งนั่งอยู่ด้วยกันแล้วจึงไม่รู้สึกคับแคบ ทว่าอาอู่ไม่ยอมนั่งในรถม้า อยากจะบังคับรถม้าแทนหูเฟิงให้ได้
ฝ่ายหูเฟิงกลัวว่าเขาจะไม่รู้จักทาง จึงให้เขานั่งแยกแยะทิศทางอยู่ข้างๆ ก่อน จากนั้นจึงค่อยให้เขาบังคับรถ
เมื่อกลับถึงหมู่บ้านหวงถัว ไป๋จื่อยังไม่ทันได้อธิบายอะไรมาก นางให้หูเฟิงพาอาอู่ไปพักในเรือนใหญ่ด้านหน้าก่อน ส่วนนางนำสองแม่ลูกหรูเอ๋อร์ไปที่เรือนไม้ด้านหลัง
“พี่สะใภ้ ที่นี่เป็นที่อยู่ของข้าและท่านแม่ อาจจะคับแคบไปสักหน่อย แต่อย่างไรก็น่าจะเบียดกันได้อยู่ ท่านกับหรูเอ๋อร์อยู่ที่นี่ไปก่อนนะเจ้าคะ”
จ้าวหลานเห็นเด็กหญิงป่วยจนมีสภาพเช่นนี้ ส่วนหญิงสาวอีกคนก็มีท่าทางน่าเวทนานัก นางพลันรู้สึกเกิดความสงสารขึ้นมาจับใจ จึงจับมือของมารดาหรูเอ๋อร์ไว้ “ไม่ต้องกังวลอะไรนะ เจ้าก็อยู่เสียที่นี่เถอะ”
แม่หรูเอ๋อร์พยักหน้าพร้อมขอบตาแดงก่ำ “ขอบคุณนะเจ้าคะ ขอบคุณจริงๆ”
“ขอบคุณอะไรกัน ล้วนเป็นคนที่ลำบากยากเข็ญเหมือนกัน อย่างไรก็ต้องช่วยเหลือกัน ถึงจะมีชีวิตที่ดีต่อไปได้ ต่อไปเรียกข้าว่าท่านน้าหลาน แล้วเจ้าชื่อว่าอะไร” จ้าวหลานยิ้มพลางลูบมือของอีกฝ่าย
หลังจาก