ุตรบิดาสกุลหู จึงได้แต่พยักหน้า “กินข้าวเถอะ”
เมื่อนึกขึ้นได้ว่าอีกสามวันหลังจากนี้ เมิ่งหนานจะออกจากเมืองชิงหยวนแล้ว แผนการแรกของนางจึงต้องดำเนินการก่อน ไม่เช่นนั้นหากเมิ่งหนานไปแล้ว แผนการของนางคงจะเป็นจริงได้ยากเย็นนัก
“ท่านแม่ พรุ่งนี้ข้าจะเข้าเมือง ท่านต้องการซื้อสิ่งใดหรือไม่”
จ้าวหลานส่ายหน้า “ข้าไม่มีอะไรที่ต้องซื้อ ในบ้านนี้ล้วนไม่ขาดสิ่งใด ทุกอย่างครบครันแล้ว ว่าแต่เจ้าจะไปทำอะไรที่เมืองหรือ ไม่ใช่ว่าเมื่อวานเพิ่งไปมาหรือไร”
“เดิมทีข้าไม่คิดจะไปพรุ่งนี้หรอกเจ้าค่ะ ทว่าเมิ่งหนานจะจากไปแล้ว แตงดินในที่ดินของพวกเราใกล้จะออกผล ข้าต้องไปปูทางการค้าขายเสียก่อน ไม่เช่นนั้นหากเมิ่งหนานไปแล้ว พวกเราจะขาดพระผู้เป็นเจ้าที่ชี้นำทางเช่นเขาไป คิดจะปูทางคงจะไม่ใช่เรื่องง่ายเช่นนั้น”
ครั้นไป๋จื่อพูดเช่นนี้ หูจ่างหลินที่เงียบมาตลอดก็อดไม่ได้ที่จะถามว่า “เจ้าอยากให้ใต้เท้าเมิ่งช่วยปูทางการค้าขายหรือ”
ไป๋จื่อยิ้มกล่าว “ไม่นับว่าให้เขาช่วยข้าปูทางหรอกเจ้าค่ะ เพียงแต่ไปพบคนกลุ่มหนึ่งเท่านั้น และต้องการการแนะนำจากเขา ด้วยฐานะของพวกเรา ใช่ว่าจะไปที่ใดก็ได้ ใช่ว่าอยากพบผู้ใดก็ได้พบ ทว่าเมิ่งหนานแตกต่างจากพวกเรา ในเมืองชิงหยวนแห่งนี้ ไม่มีผู้ใดกล้าตีฝีปากกับเขา มีเขาอยู่ย่อมจัดการธุระสำเร็จได้เป็นเท่าตัว”
หูเฟิงค่อยๆ วางตะเกียบในมือลง แล้วหยิบผ้าที่อยู่ด้านข้างขึ้นมาเช็ดปาก ท่าทางสง่างามน่ามอง หล