จ้งแล้ว แล้วพวกเขายังจะพูดอะไรได้อีก
หูเฟิงถลึงตามองพวกเขาอย่างเย็นชา กล่าวด้วยความโมโห “ยังไม่ไปอีก? ต้องให้ข้าลงมือเชิญพวกเจ้าไปหรือ”
“ไม่ต้องๆ พวกข้าไปเองได้”
ทุกคนแยกย้ายกันไปอย่างไร้ร่องรอยราวกับนกแตกรัง มีใครไม่รู้บ้างว่าหูเฟิงดุดันยิ่ง ครั้งก่อนเขายื่นมือออกไปก็หักแขนทั้งสองข้างของเจ้าใหญ่ได้แล้ว ง่ายดายเหมือนกับหักกิ่งไม้เปราะสองท่อนอย่างไรอย่างนั้น
พวกเขาไม่อยากลิ้มรสชาติเช่นนั้น หากวันนี้ไม่ใช่เพราะเห็นหูเฟิงไม่อยู่บ้าน พวกเขาก็ไม่กล้าล้อมหูจ่างหลินและจ้าวหลานอย่างเหิมเกริมเช่นนี้
เมื่อทุกคนจากไปจนหมดแล้ว จ้าวหลานก็ดึงแขนเสื้อของไป๋จื่อ “จื่อเอ๋อร์ เรื่องบัดสีของสวี่เหล่าซานกับสวี่เหล่าซื่อเมื่อครู่ เป็นความจริงหรือว่าเจ้าแค่พูดมั่ว”
ไป๋จื่อหัวเราะเสียงหนึ่ง “เขาพูดมั่วได้ แต่ข้าพูดมั่วไม่ได้อย่างนั้นหรือ แต่ก็ทำให้พวกเขาลิ้มรสชาติของการถูกเหยียดหยามนะเจ้าคะ”
จ้าวหลานทั้งโมโห ทั้งอยากหัวเราะ ก่อนจะยื่นนิ้วไปจิ้มหน้าผากของบุตรสาว “เจ้านี่นะ แต่อย่าได้ลืมเสียล่ะ ว่าตนเองเป็นเพียงสตรีคนหนึ่ง”
หูจ่างหลินหัวเราะออกมาโดยตรง “ข้ากลับรู้สึกว่านิสัยของจื่อยาโถวไม่เลวเลย ควรร้ายกาจก็ร้ายกาจ ไม่เช่นนั้นคนในหมู่บ้านเห็นจื่อยาโถวยังเด็ก จะคิดไปว่ารังแกนางได้ รังแกคนอ่อนแอ กลัวคนแข็งแกร่ง นี่เป็นธรรมชาติของคนส่วนใหญ่ พวกเราทำได้เพียงต้องแข็งแกร่ง ถึงจะปกป้องตนเองได้”
คำพูดของหูจ่างหลิน