กเข่าจนเข่าหัก ข้าก็ไม่เห็นใจอยู่ดี…หากเจ้าจริงใจจริง ก็ทำข้าวให้ข้ากินสักมื้อก็พอแล้ว”
เด็กสาวกวาดสายตามองกระเป๋าผ้าที่ผูกอยู่บนรถเทียมวัว ในกระเป๋าใส่ผักสดไว้จนเต็ม ในนั้นมีกุยช่ายกำหนึ่ง หูเฟิงเป็นคนซื้อ…
“เจ้าอยากกินเกี๊ยวหรือ?”
เขาถอนใจเสียงหนึ่ง “ก็ไม่รู้ว่าเกี๊ยวที่ไม่มีเนื้อสัตว์จะอร่อยหรือไม่”
ไป๋จื่อพอใจนัก ดียิ่ง ตั้งใจทำหน้าบึ้งอยู่ตั้งนาน ที่แท้ก็เพื่อขู่ขอเกี๊ยวจากนางมื้อหนึ่ง
“พวกเรายังมีไข่ไก่ ไส้กุยช่ายและไข่ไก่ก็อร่อยเหมือนกัน”
นางกันไปมองเขา มุมปากเย็นชายกขึ้นเล็กน้อย ความเย็นชาในดวงตาที่หมื่นปีไม่สลายไปเหมือนกับลดลงไปไม่น้อย รอยยิ้มของเขาจางนัก มองผ่านๆ ไม่อาจรู้ว่าเขากำลังยิ้มหรือไม่ แต่อย่างน้อยเขาก็ไม่ได้เฉยชาเหมือนก่อนหน้านี้อีก
“เจ้ายิ้มแล้วดูดีนัก เจ้าควรจะยิ้มบ่อยๆ ถึงจะถูก” จู่ๆ พูดเช่นนี้ออกมา แม้แต่ตัวนางเองก็รู้สึกว่ากะทันหันมากเช่นกัน
เป็นไปตามคาด หูเฟิงเม้มปากในทันที รอยยิ้มจางที่มุมปากหายไปอย่างไร้ร่องรอยในพริบตานั้น สีหน้าบูดบึ้งขึ้นมาอีกครั้ง ส่วนในแววตามีความอึดอัดวางตัวไม่ถูกปรากฏให้เห็นอยู่เลือนราง
ออกจากเมืองมาไกลแล้ว หนทางย่ำแย่ขึ้นเรื่อยๆ รถเทียมวัวมุ่งไปข้างหน้าช้าลง เพื่อประหยัดแรงวัว และให้รถเดินหน้าเร็วขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย หูเฟิงและท่านลุงบังคับรถจึงไปดันด้านหลัง ส่วนไป๋จื่อรับผิดชอบลากอยู่ข้างหน้า