อนจะกล่าวว่า “ดูท่าทางแผลบนบั้นท้ายของสะใภ้ใหญ่จะหายแล้ว ในเมื่อเป็นเช่นนั้น วันนี้พวกเราก็มาจัดการกันสักหน่อย ว่างานในบ้านหลังนี้ แท้จริงแล้วควรจะผลัดกันทำอย่างไร”
สีหน้าของหลิวซื่อเปลี่ยนไปเล็กน้อย นางมุ่นคิ้ว “น้องสะใภ้ เจ้าพูดจาเกินไปแล้วนะ พูดเหมือนข้าไม่เคยทำงานในบ้านนี้อย่างนั้นแหละ”
หญิงชรากล่าวด้วยความโมโห “เอาล่ะ ไม่ต้องพูดแล้ว ในเมื่อสะใภ้รองยังมีธุระต้องทำ เช่นนั้นก็ไม่ต้องไปหรอก พวกเราไปกันเถอะ” หญิงชราดึงแขนเสื้อของหลิวซื่อ พานางออกไปนอกเรือน
หลิวซื่อถลึงตามองจางซื่อครั้งหนึ่งก่อน ถึงจะยอมเดินออกไป ในใจกล่าวว่าพักนี้จางซื่อไม่รู้เป็นอะไร ไม่ค่อยไปไหนมาไหนกับนางสตรีเจ้าเล่ห์ผู้นี้ ช้าเร็วก็ต้องหาโอกาสจัดการนางเสีย
จางซื่อมองเงาหลังของแม่สามีและหลิวซื่อเดินออกไปไกล รอยยิ้มเย็นที่มุมปากลึกล้ำขึ้นเรื่อยๆ “ข้าอยากจะดูนัก ว่าคราวนี้พวกเจ้าจะได้อะไรดีๆ มาบ้าง”
หญิงชราและหลิวซื่อมาถึงสกุลหู พวกนางเห็นหูจ่างหลินนางตากลมอยู่ในลานบ้าน จึงปั้นหน้ายิ้มกล่าวว่า “จ่างหลิน จ้าวหลานของพวกข้าอยู่หรือไม่?”
จ้าวหลานของพวกข้า?
หูจ่างหลินผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้ กระพือพัดโปร่งในมือ พลางเดินมาตรงรั้วลานบ้านทีละก้าว มองหญิงชราและหลิวซื่อพร้อมรอยยิ้มเสแสร้ง
“หากข้าจำไม่ผิด พวกเข้าสกุลไป๋แยกบ้านกับจ้าวหลานแล้ว นางไม่ใช่จ้าวหลานของพวกเจ้าแล้ว”
หญิงชราหัวเราะแห้งๆ สองเสียง “ถึงจะพูดเช่นนั้น แต่ถึงอย