ครึ่ง สงสัยครึ่ง “เป็นเช่นนั้นจริงหรือ”
“เป็นเช่นนั้นจริงเจ้าค่ะ ไม่เช่นนั้นท่านคิดว่าอย่างไรเล่า” ไป๋จื่อพยักหน้าอย่างจริงจัง
ฝ่ายมารดามองบุตรสาวตรงหน้า อีกฝ่ายยังคงเป็นบุตรสาวของนาง แต่คล้ายกับไม่ใช่บุตรสาวคนที่นางคุ้นเคย ดีที่นางยังคงจิตใจดีและเชื่อฟังเฉกเช่นเมื่อก่อน
“เอาล่ะ ท่านแม่ อย่าคิดเพ้อเจ้อเลยเจ้าค่ะ ท่านไปพักผ่อนเถอะ ตอนบ่ายยังต้องไปดูที่นาของพวกเราอีกนะเจ้าคะ”
จ้าวหลานรับคำเสียงหนึ่ง ก่อนจะหมุนกายไปที่เรือนไม้ด้านหลัง
ครั้นมองส่งจ้าวหลานจากสกุลหูไปแล้ว คราวนี้ไป๋จื่อก็หันไปมองโถงเรือน ยิ้มกล่าวว่า “ออกมาเถอะ”
เงาร่างของหูเฟิงเดินออกมาจากเงามือด้านหลังประตูโถงเรือน เพียงไม่กี่ก้าวก็มาถึงตรงหน้าของไป๋จื่อ เขาจ้องไป๋จื่อเขม็งด้วยสายตาเย็นชา “ดูท่าทางเจ้าคงจะรู้แล้วว่าข้าจะพูดอะไร”
ไป๋จื่อยักไหล่ “แน่นอน นอกเสียจากเจ้าจะเร่งให้ข้ารักษาเจ้าแล้ว เจ้ายังจะพูดอะไรกับข้าอีกเล่า”
หูเฟิงมีสีหน้าไม่พอใจ “ตอนนี้เข็มเงินก็มีแล้ว เงินซื้อยาก็มีแล้ว เจ้ายังรออะไรอยู่อีก”
เด็กสาวเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย บนใบหน้าตรงหน้านางเต็มไปด้วยความกลัดกลุ้ม ราวกับเด็กที่ยากนักจะได้ลูกกวาดสักเม็ดหนึ่ง ทว่าจู่ๆ ลูกกวาดก็ถูกคนแย่งไป ช่างน่าน้อยใจนัก
นางอดไม่อยู่ หัวเราะก๊ากออกมาเสียงหนึ่ง ดวงตาโตโค้ง เผยฟันที่เรียงตัวสวยแถวหนึ่ง ลักยิ้มเล็กๆ ตรงพวงแก้มคล้ายกับปรากฏออกมา
ไป๋จื่อชี้หูเฟิง พลางหัวเราะว่า “เ