าจัดการเนื้อกระต่ายสะอาดแล้ว รอเจ้าลงมือทำอยู่เชียว”
เด็กสาวยินดีนัก “นี่คือเหตุผลสินะเจ้าคะ ท่านลุงหูอยากกินเนื้อกระต่ายผัดไฟแดง ถึงได้ตั้งใจรั้งข้าให้กินข้าวกลางวัน”
“ใช่ๆ เด็กคนนี้นี่ พูดจาให้ผู้อื่นชอบใจจนเคยชิน ครั้นเป็นประโยชน์ก็ทำตัวน่ารัก”
เสียงหัวเราะในโถงของพวกเขาทั้งสามคนดังไม่ขาดสาย โดยเฉพาะเสียงของไป๋จื่อ เวลาพูดจาเหมือนกับอัญมณีกระทบจานเงิน สดใสดังกังวาน เสียงหัวเราะยิ่งงดงามดุจนกขมิ้น หวานราวกับน้ำผึ้ง ฟังแล้วเคลิบเคลิ้ม
หูเฟิงได้ยินเสียงหัวเราะของพวกเขา ก็พลอยอารมณ์ดีตามไปด้วย ลืมความกลัดกลุ้มที่พัวพันเขาทุกคืนวันไปชั่วขณะ มุมปากยกยิ้มจาง ความเฉยชาในดวงตาหายไปโดยไม่รู้ตัว
ไป๋จื่อไปที่ห้องครัวแล้ว หูจ่างหลินกล่าวว่านางทำเพียงลำพังจะเหนื่อย ถึงอย่างไรบนร่างกายก็ยังมีบาดแผล จึงไปเรียกหูเฟิงในห้องให้ไปช่วย
ชายหนุ่มเข้ามาจากข้างนอก ครั้นเห็นท่าทางของนางแล้ว เขาพลันยิ้มอยู่ในใจ ทว่าบนใบหน้ากลับยังคงเรียบเฉย เขาก้าวไปหยิบมีดหั่นผักมาสับกระต่ายอ้วนพีดังปักๆ เพียงแต่ไม่กี่ครั้งก็สับเรียบร้อยแล้ว
“ใช้ได้ ฝีมือการใช้มีดไม่เลว ดูท่าปกติเจ้าหั่นผักไม่น้อยเลย” นางยิ้มพลางกล่าวชมเขา
ทว่าหูเฟิงกลับนั่งลงตรงหน้าเตา ก่อนจะเงยหน้ามองไป๋จื่อ แล้วกล่าวอย่างจริงจังว่า “ข้าทำอะไรล้วนมีพรสวรรค์”
ไป๋จื่อตะลึงงัน คนผู้นี้กำลังพูดเล่นกับนางอยู่หรือ? ดูท่าทางไม่เหมือนเลย…
นางหัวเราะแห้งๆ สองเส