งแม่ลูกคู่นี้คอยทำงาน สุดท้ายแล้วตกอยู่ในสภาพนี้ ทำให้คนรู้สึกช้ำใจเสียจริง!”
“ดีที่จ้าวหลานทนได้ หากเปลี่ยนเป็นสตรีคนอื่น เกรงว่าจะทิ้งบ้านนี้หนีไปนานแล้ว ไหนเลยจะหาบ้านดีๆ ไม่ได้? รั้งอยู่ที่นี่เท่ากับถูกคนสกุลไป๋เหยียบย่ำ”
“ทิ้งบ้านหนีไป? เจ้าน่ะพูดง่าย หากจ้าวหลานไปแล้ว จื่อยาโถวจะทำอย่างไร? คนสกุลไป๋พวกนั้นจะดีกับจื่อยาโถวหรือ?”
จางซื่อซักผ้ากลับมาจากริมแม่น้ำพอดี นางได้ยินพวกชาวบ้านพูดคุยกัน ทั้งเห็นว่าพวกเขาใช้สายตาแปลกๆ มองนาง ในใจของนางมีไฟสุมอยู่อย่างแท้จริง แม้นางจะเป็นคนสกุลไป๋ ไม่ค่อยไว้หน้าจ้าวหลานในสกุลไป๋สักเท่าไร ทว่าก็ไม่เคยรังแกจ้าวหลานอย่างไม่มีศีลธรรมเช่นแม่สามีและสะใภ้ใหญ่ ยิ่งไม่เคยลงไม่ลงมือกับเด็กสาวไป๋จื่อ ทว่าบัดนี้นางต้องแบกชื่อเสียนี้ไว้เช่นกัน ในใจย่อมต้องรู้สึกโกรธ
นางถลึงตามองชาวบ้านเหล่านั้นครั้งหนึ่ง ก่อนจะยกกะละมังไม้กลับบ้านไปอย่างรวดเร็ว ครั้นเข้าประตูไปก็ต่อว่าเจ้ารองที่ยืนบิดขี้เกียจอยู่ในลานบ้าน “สิ่งของที่ไม่มีประโยชน์ รู้จักแต่กินๆ นอนๆ เวลาป่านนี้แล้ว ทุกคนล้วนขยันขันแข็ง ทำงานในที่นาเสร็จกลับมากันแล้ว”
เจ้ารองถูกนางต่อว่าจนหน้าบึ้ง สตรีนางนี้ป่วยกระมัง ถึงได้ต่อว่าเขาตั้งแต่เช้า น่าแปลกนัก
“มองข้าทำไม? ข้าด่าเจ้าแล้วผิดหรือ? ข้าจางซูเหมยตาบอดจริงๆ ถึงได้แต่งให้กับบุรุษเช่นเจ้า”
วันนี้ถูกจางซื่อต่อว่าเสียยกหนึ่ง เจ้ารองงุนงงโดยสิ้นเชิง ไม่