ักพลางกล่าวอย่างเฉยชา “เหตุใดน้อยเช่นนี้ เจ้าซ่อนไว้ครึ่งหนึ่งใช่หรือไม่?”จางซื่อแค่นหัวเราะ “บนโลกนี้มีคนบางจำพวก มักจะชอบใช้ตัวเองเป็นบรรทัดฐาน เรื่องที่ตนเองชอบทำ ก็หาว่าคนอื่นชอบทำด้วยเช่นกัน”สีหน้าของหลิวซื่อเปลี่ยนไปเล็กน้อย “เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”อีกฝ่ายกวาดสายตามองนางครั้งหนึ่ง แล้วกล่าวอย่างไม่ปิดบัง “หมายความว่าอย่างไร? เจ้ารู้ดีอยู่แก่ใจไม่ใช่หรือ?”“ข้ารู้ดีอะไร? เจ้าจะพูดอะไรต้องมีหลักฐาน อย่าได้พูดจาซี้ซั้ว พูดมั่วใส่ร้ายคนดี” หลิวซื่อร้อนรน“หากไม่อยากให้ใครรู้ ก็อย่าทำเสียสิ พี่สะใภ้ใหญ่ บางคำพูดข้าไม่อยากพูดเลย ทว่าท่านชอบนำกะละมังใส่มูลที่ตนเองถ่ายทิ้งไว้ มาครอบใส่หัวของผู้อื่น ข้าไม่ใช่จ้าวหลาน ถึงจะได้ปล่อยให้ท่านรังแกและไม่รู้จักตอบโต้”หญิงชราปวดหัวกับการต่อปากต่อคำของพวกนางสองคนนัก “เอาล่ะ พูดให้มันน้อยๆ หน่อย จะไม่จบสิ้นเลยกระมัง?” ครั้นเห็นลูกสะใภ้ทั้งสองคนไม่พูดจาแล้ว นางจึงชี้กะละมังผักบนโต๊ะ เอ่ยถามว่า “เหตุใดวันนี้ผักจึงน้อยเช่นนี้? จะพอให้ผู้ใดกินกัน”“ในบ้านไม่มีน้ำมันแล้ว ผักก็เหลือเพียงเท่านี้ ข้าวในถังก็มีไม่มากเช่นกันเจ้าค่ะ” จางซื่อกล่าวเดิมทีข้าวก็ไม่พออยู่แล้ว หญิงชรากำลังคิดจะให้หลิวซื่อไปขอยืมบ้านต้าหู่จื่อที่อยู่ข้างๆ สักสองโต่ว[1] เมื่อข้าวสาลีออกรวงแล้วค่อยคืนให้พวกเขา ผักป่านี้เดิมทีก็เป็นไป๋จื่อที่ไปขุดมา ความจริงแล้วเมื่อวานก็ควรจะไปขุดผั