ื้องหน้าไม่ได้ ผู้ชายพวกนั้น ไม่คู่ควรแม้แต่ยกรองเท้าให้เขาด้วยซ้ำไป
จางซื่อยื่นมือไปหยิกแขนของบุตรสาวครั้งหนึ่ง พลางพูดเสียงเบา “มองอะไร ไม่รู้จักอาย ยังไม่รีบกลับห้องไปอีก”
ไป๋เจินจูคอตกไปพร้อมกับหน้าแดงระเรื่อ ก่อนจะรีบวิ่งกลับห้องไป
หลิวซื่อเห็นภาพนี้พอดี โอกาสหัวเราะเยาะถากถางเช่นนี้ นางจะพลาดไปได้อย่างไร
“น้องสะใภ้ จูเอ๋อร์อยู่ในช่วงแตกเนื้อสาว เห็นบุรุษหล่อเหลาเข้า ก็ย่อมเกิดความรู้สึกรักอันยากจะหลีกเลี่ยง นี่เป็นเรื่องปกตินัก เจ้าก็อย่าจู้จี้จุกจิกกับบุตรสาวนักเลย”
สีหน้าของจางซื่อเปลี่ยนไปในทันที “สะใภ้ใหญ่ ข้าไม่เข้าใจว่าเจ้าพูดอะไรหรอกนะ จูเอ๋อร์เพียงแค่มองหูเฟิงเท่านั้น จะเกิดความรู้สึกรักได้อย่างไร อีกอย่าง ข้าไม่เห็นด้วยกับคำพูดของสะใภ้ใหญ่ หวั่นไหว หรือเห็นผู้ชายที่หน้าตาดีแล้วเกิดความรู้สึกรักอะไรนั่น ข้าจางซูเหมยไม่เคยประสบมาก่อน จูเอ๋อร์ยังเด็ก ยิ่งไม่รู้ประสาเรื่องพวกนี้ สะใภ้ใหญ่พูดออกมาเช่นนี้ได้ ดูท่าจะมีประสบการณ์เต็มเปี่ยมกระมัง”
หลิวซื่อไม่คาดคิดเช่นกัน ว่าน้ำเย็นกะละมังหนึ่งที่สาดออกไป จะย้อนกลับมาโดยตัวนาง…
“เอาล่ะๆ พูดให้น้อยๆ หน่อย ป่านนี้แล้ว พวกเจ้ายังต่อปากต่อคำกันอีก” ครั้งนี้แม่สามีปวดหัวนัก เส้นประสาทเจ็บแปลบเป็นระลอก คิดถึงเงินหกตำลึงก็รู้สึกโกรธจนตัวสั่นแล้ว
เจ้าใหญ่ถลึงตามองหลิวซื่อครั้งหนึ่ง กล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “พูดมากนัก ชอบพูดจาเช่นนี้