ี้ไม่ใช่หรืออย่างไร ตึงมือ ไม่มีเงิน เหตุใดก่อนหน้านี้ไม่พูดออกมาเล่า ต้องรอให้ข้ารักษาเจ้าใหญ่เสร็จแล้วค่อยพูด เห็นข้าลู่จ่างชุนรังแกง่าย เหมือนกระต่ายตัวใหญ่หรืออย่างไร”
ฝ่ายหญิงชราเห็นสีหน้าของหัวหน้าหมู่บ้านเปลี่ยนไปเช่นกัน จึงรีบปั้นหน้ายิ้มบนใบหน้าไม่น่ามอง “ดูท่านหมอลู่กล่าวสิ เป็นคนในหมู่บ้านเดียวกันแท้ๆ พวกเราสกุลไป๋อาศัยอยู่ในหมู่บ้านนี้มานาน ไหนเลยจะเบี้ยวหนี้ได้”
หมอลู่ยื่นมือออกมา “ในเมื่อไม่เบี้ยวหนี้ เช่นนั้นก็เอาเงินมาหกตำลึงเงิน ขาดไม่ได้แม้แต่ตำลึงเดียว”
หญิงชราหัวเราะแห้งๆ สองเสียง “กล่าวตามตรงไม่ปิดบัง สองตำลึงเงินที่ให้เจ้าไปเมื่อวาน เป็นเงินก้อนสุดท้ายของบ้านข้าแล้ว บัดนี้ไม่มีเงินจริงๆ เช่นนั้นเอาแบบนี้ พวกข้าติดเงินไว้ก่อน สองเดือนผ่านไปพวกข้ามีเงินพอใช้แล้ว จะให้เจ้าพร้อมกับดอกเบี้ย เจ้าว่าอย่างไร”
ติดค้างบัญชีรึ เหอะๆ…
หมอลู่กล่าวเหมือนจะยิ้ม “แม่เฒ่า เจ้ายังจำสามปีก่อนที่เสี่ยวเฟิงเป็นไข้หวัด แล้วให้ข้าออกยาให้กินสองสามชุด ตอนนั้นก็บอกว่าติดค้างบัญชีไว้ ทั้งหมดเจ็ดตำลึงเงิน เจ้าคืนแล้วหรือยัง”
เจ็ดตำลึงเงินสามปีแล้วยังไม่คืน ยังทำราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงหกตำลึงเงิน นางให้ก็แปลกแล้ว
หญิงชราสกุลไป๋เคาะหน้าผากตนเอง “ดูความจำของข้าสิ ข้ายังคิดว่าคืนไปแล้ว จำเรื่องนี้ไม่ได้โดยสิ้นเชิง เหตุใดเจ้าไม่เตือนข้าสักหน่อยเล่า”
ช่าง…นางยังมีหน้ากล่า