ไม่คุ้นเคยกัน”
“จื่อยาโถว คิดจะไปลั่วอิงก็รีบเดินเถิด หากผ่านไปอีกชั่วยามหนึ่ง พระอาทิตย์จะยิ่งร้อนแรงกว่านี้”
“จื่อยาโถว เจ้าตะลึงอะไรอยู่ ไม่อยากไปแล้วหรือ”
“…”
…
หลังจากมารดาของอิงจื่อออกจากสกุลไป๋ไปไม่นาน จู่ๆ เจ้ารองก็รีบพุ่งออกมาจากในเรือนอย่างลนลาน เท้าสะเอวไปพลาง ต่อว่าไปพลาง “ยามนี้แล้วยังไม่ทำกับข้าวอีก ไม่รู้ว่าพวกผู้หญิงในเรือนหลังนี้ล้วนทำอะไรกินกัน”
จางซื่อตามออกมาจากเรือน นางแค่นหัวเราะพลางกล่าว “เจ้าเก่งจริงก็ทำเองสิ พูดอย่างกับว่าเจ้าตื่นเช้ากว่าคนอื่นอย่างนั้นแหละ”
ตอนนี้เจ้ารองไม่ว่างโต้เถียงกับนาง เขารวบผมแล้ววิ่งออกจากเรือนไป พร้อมกันนั้นก็ตะโกนถามว่าในบ้านมีของกินใดนำติดตัวไปได้บ้าง
คราวนี้หญิงชราสกุลไป๋เดินออกมาจากด้านหลังลานบ้าน “เจ้ารอง ตอนนี้เจ้าจะมาอยากกินอะไร ควรท้องว่างรอกินตอนแข่งขันสิ!”
เจ้ารองตะลึงงัน จริงด้วย หิ้วท้องไปกิน จะต้องกินได้เร็วและมากกว่าผู้อื่นแน่นอน โอกาสชนะก็ยิ่งมากกว่าไม่ใช่หรือ
ครั้นเจ้าใหญ่ได้ยินคำพูดนี้ เขาก็ถามด้วยสีหน้าสงสัย “แข่งขันอะไร พวกเจ้ากำลังพูดเรื่องอะไรกันอยู่”
เดิมทีเจ้ารองคิดจะปิดบังพี่ใหญ่ แต่บัดนี้เขาได้ยินแล้ว ไม่พูดก็เกรงว่าจะไม่ได้ ทำได้เพียงพูดไปตามความจริงเท่านั้น
เมื่อเจ้าใหญ่รู้ว่ามีเรื่องพรรค์นี้ ทั้งได้กินและได้ของ อีกทั้งไม่ต้องไปทำงานในทุ่งนา ไหนเลยจะยอมพลาดไปได้ เขาถอดชุมคลุมมีรอยปะที่สวมไว้ทิ้งในทันที แ