กัน นิ้วมือข้างหนึ่งชี้ขึ้นเป็นรูปกระบี่ ก่อนจะเปล่งเสียงสวดอีกครั้ง “หลี่เสี่ยวหมิ่นจงสดับ กลับบ้านตามคำบอกของบิดาเจ้าเถิด…วิญญาณจงกลับมา…”
เมื่ออาจารย์สวดจบ หุ่นฟางที่วางอยู่กลางผ้าสีเหลืองก็ขยับเล็กน้อย
ผมเบิกตากว้าง จับจ้องหุ่นนั้นไม่กะพริบตา
นี่ดูเหมือนกลอุบายของนักมายากล แต่ผมรู้ดีว่าไม่ใช
นี่คือศาสตร์แห่งการเรียกวิญญาณโดยแท้จริง
ผมมองทุกขั้นตอนอย่างตั้งใจและฟังคำสวดอย่างละเอียด เผื่อว่าวันหนึ่งผมอาจต้องใช้มันเอง
อย่างไรก็ตาม หุ่นฟางขยับเพียงเล็กน้อยแล้วนิ่งไป
อาจารย์ยังคงสวดซ้ำทุกๆ หนึ่งหรือสองนาที
แต่ไม่ว่ากี่ครั้ง หุ่นฟางก็เพียงขยับเล็กน้อย แล้วกลับมาแน่นิ่งเหมือนเดิม
ผ่านไปครึ่งชั่วโมง วิญญาณของหลี่เสี่ยวหมิ่นก็ยังไม่กลับมา
แต่ในขณะเดียวกันพลังของพิธีกรรมนี้ได้เรียกความสนใจจากวิญญาณเร่ร่อนรอบๆ
สายลมเย็นยะเยือกพัดผ่าน ผมสังเกตเห็นเงาตะคุ่มๆ ปรากฏขึ้นตามพงหญ้ารอบตัวเรา
วิญญาณเร่ร่อนเริ่มโผล่หน้าหรือชะโงกศีรษะออกมามองพวกเรา
พวกมันจ้องมองเทียนและธูปที่กำลังลุกไหม้ด้วยแววตาหิวกระหาย
พวกมันอยากเข้าใกล้ แต่ก็ไม่กล้า เพราะผมยืนถือแส้กระดูกงูเฝ้าอยู่
หากมีตัวไหนขยับเข้ามา ผมจะเงื้อแส้ฟาดทันที
บางครั้งผมก็สะบัดแส้ออกไปกลางอากาศเพื่อขู่ให้พวกมันถอยห่าง
เสียง “เพียะๆ!” ดังก้องในความมืด ทำให้พวกมันไม่กล้าก่อกวนพิธี
แต่ถึงอย่างนั้น ผมก็ยังได้ยินเสียงกระซิบของพวกมัน
“ขอสูดอีกสักเฮือกเถอ