จิ่งเป่ยเฉินที่อยู่ด้านขวามองไม่เห็นน้ำตาของเธอ เมื่อได้ยินหน่วนหน่วนพูดขึ้นมาก็ตื่นตระหนก รีบหยิบกระดาษทิชชูมาเช็ดน้ำตาของเธออย่างเบา ๆ
อันโหรวยังคงค้างอยู่ในท่าเดิม ไม่ขยับไปไหน แม้แต่ตอนที่จิ่งเป่ยเฉินเช็ดน้ำตาให้กับเธอ เมื่อเช็ดเสร็จเรียบร้อย เธอถึงได้เงยหน้ามองทั้งสามคนและหัวเราะออกมา “แม่จ๋าแค่รู้สึกดีใจ ตอนที่ออกไปทำงานนอกสถานที่ ลูก ๆ ไม่ได้อยู่กับแม่จ๋า แม่จ๋าเลยคิดถึงเอามาก ๆ”
เมื่อหน่วนหน่วนได้ยินเธอพูดแบบนั้นก็ลูบไปที่แก้มเธอเบา ๆ “แม่จ๋าไม่ร้องนะ หน่วนหน่วนก็คิดถึงแม่จ๋า”
“เรื่องนี้เป็นความผิดของพ่อจ๋า” หยางหยางยืนขึ้นบนเตียงและพูดออกมาอย่างเย็นชา
จิ่งเป่ยเฉินเองก็ยอมรับว่าเรื่องนี้เป็นความผิดของเขาจริง ๆ เป็นเพราะเขาที่หาเธอเจอช้าไป
เขาอุ้มหยางหยางเข้ามานั่งลงบนตักของเขาที่อยู่ห่างจากอันโหรวไม่ไกล “เป็นความผิดของพ่อ ต่อไปนี้พ่อจ๋าจะไม่ให้แม่จ๋าไปทำงานที่อื่นนาน ๆ แล้ว โอเคไหม?”
เมื่ออันโหรวได้ยินคำพูดที่นุ่มนวลก็รู้สึกเหมือนทะลุไปอีกมิติหนึ่ง คนที่ดูเท่และเย็นชาแบบเขาไม่คิดเลยว่าจะมีมุมที่อ่อนโยนแบบนี้
โดยเฉพาะต่อหน้าหยางหยาง ปกติเขาเข้มงวดกับหยางหยางมาโดยตลอด วันนี้กลับอ่อนโยนแบบนี้
“ได้” หยางหยางไม่เพียงแค่พยักหน้าตอบ แต่ยังพูดตอบกลับอีกด้วย
ดูเหมือนว่าตอนที่เธอไม่อยู่ พวกเขาสามคนคงจะเข้ากันดีอย่างมีความสุข