ามีเหตุผล ซึ่งฉีเซิงเทียนก็ปล่อยเหตุผลมั่ว ๆ ไป
อันโหรวเห็นว่าจิ่งเป่ยเฉินให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีในตอนป้อนข้าว แต่ดวงตาของเขาที่จับจ้องมาที่ตัวเธอ มองกี่ครั้งก็รู้สึกเสียวสันหลังอยู่ไม่น้อย
ถึงแม้จะรู้ว่าตลอดมาเขาชอบมองตาเธอ แต่พวกเขาก็ไม่เคยอยู่ใกล้ชิดแบบนี้มานานสักพักแล้ว จิ่งเป่ยเฉินกินข้าวอย่างมีความสุข ส่วนอันโหรวกลับอยากให้มันจบลงเร็ว ๆ
ทุกครั้งที่่เขามองตาเธอ เธอจะรู้สึกเสียใจทีหลังทุกครั้ง เพราะอย่างน้อยก็ควรสวมคอนแทกเลนส์เพื่อที่จะได้เปลี่ยนสีดวงตา เขาจะได้ไม่มองมันเหมือนตอนนี้
เมื่อกินข้าวเสร็จ เธอก็หยิบทิชชูมาให้ และรอจิ่งเป่ยเฉินเช็ดปากของเขาให้เรียบร้อย เขาเหลือบมองอันโหรวราวกับว่าไม่สามารถจับตะเกียบได้ และก็ไม่มีแรงจะเช็ดปากของตัวเองด้วย
เธอจำเป็นต้องอดทนต่อไป
มือที่ถือทิชชูสั่นเล็กน้อย ก่อนจะเช็ดปัดมุมปากให้เขาและโยนทิชชูลงถังขยะ พลางพูดว่า “ประธานจิ่งคะ ฉันเตรียมยาไว้ให้คุณแล้ว”
“ผมจำได้ว่าผมเพิ่งกินยาไป อย่างน้อยก็ต้องสี่ชั่วโมงให้หลังถึงจะกินอีกเม็ด ไว้สี่ชั่วโมงต่อมาค่อยกินก็ได้” จิ่งเป่ยเฉินเงยหน้าขึ้นมองเธออย่างสบาย ๆ ทันทีที่เธอหันหลังกลับ เขาก็เปิดปากพูดขึ้นอีกว่า “ตอนนั้นที่ผมถามคุณ คุณคิดว่ายังไง?”
“คำถามอะไรเหรอคะ?” เธอมองเขาในขณะที่ถือกล่องอาหารกลางวันที่เหลืออยู่ ก่อนในหัวจะคิดถึงคำถามของเขาในวันนี้
หย่าเมื่อไหร่? นั่นเหรอคำถาม? เธอไม่ตอบคำถามนี้ได้หรื