้หญิงหรือผู้ชาย?”
พออันโหรวได้ยินแบบนั้นก็รู้สึกกังวลขึ้นมา แต่ดูเหมือนว่าเธอไม่ได้ตอบกลับไป?
จะกังวลไปทำไมกัน?
“ขอโทษด้วยนะคะ นี่ไม่ใช่เรื่องงาน ไม่สามารถตอบคำถามนี้กับคุณได้” ถึงแม้จะเป็นผู้หญิง น้ำเสียงที่พูดก็ฟังดูเป็นผู้ใหญ่ที่น่าเชื่อถือ เธอจึงใช้สรรพนามว่า ‘คุณ’ แทน
“ฉันโทรมาหาลูกเฉิน! เธอโอนสายไปหาเขาเดี๋ยวนี้” ซูรั่วหยาพยายามสงบสติอารมณ์ แต่เธอก็ไม่สามารถใจเย็นลงได้
น้ำเสียงนั้นฟังดูแล้วเหมือนกับผู้ชาย เธอจำได้ว่าเลขาของจิ่งเป่ยเฉินเป็นผู้หญิง ทำไมถึงได้กลายเป็นผู้ชายไปได้?
ต้องมีอะไรแปลก ๆ แน่นอน!
ลูกเฉิน? อันโหรวลังเลไปชั่วขณะ ก่อนจะตะโกนเข้าไปห้องทำงานด้านใน “ประธานจิ่ง คุณนายจิ่งโทรศัพท์มา รับโทรศัพท์หรือไม่คะ?”
“อืม”
เธอรีบโอนสายซูรั่วหยาไปยังห้องทำงานของเขาทันที ก่อนจะสวมวิญญาณภูตร้ายสิงเข้าร่างทันที เธอไม่ได้วางสายโทรศัพท์นั้นลง แต่เงี่ยหูฟังด้วยความสนใจ
“เฉินเอ๋อร์ เกิดอะไรขึ้นกับเลขาของลูก! เป็นผู้หญิงหรือผู้ชายกันแน่” หากซูรั่วหยาไม่ได้ถามด้วยตัวเองละก็ เธอคงนอนไม่หลับแน่ ๆ ไม่มีวันไหนที่เธอไม่กลัว
“ผู้หญิง”
“ผู้หญิงงั้นเหรอ…..” ซูรั่วหยายังรู้สึกไม่เชื่อใจ “ใช่เลขาคนเดิมหรือเปล่า? เธอเจ็บคออยู่หรอกเหรอ?”
น้ำเสียงที่ไม่นิ่งเรียบของจิ่งเป่ยเฉินเอ่ยขึ้น “ถ้าแม่จะโทรมาเรื่องเดิม ผมวางนะ”
อันโหรวเบ้ปากเล็กน้อย ไม่มีมารยาทเลย หยาบคายกับแม่แบบนี้ได้ยังไงกัน?
จิ่งเป่ยเฉ