ขอตัวนะคะ”
“กลับมา!” จิ่งเป่ยเฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา
อันโหรวก้มหน้าต่ำลง อดทนต่อความโกรธที่จิ่งเป่ยเฉินแสดงออกมาแบบนี้ ก่อนจะถามด้วยรอยยิ้มไปว่า “ประธานจิ่งมีอะไรให้ทำอีกเหรอคะ?”
“ขึ้นรถ!”
“ไม่ ไม่ต้องหรอกค่ะ ฉันเรียกรถแท็กซี่กลับเองได้” เธอพูดจบก็ยืนตรง พลางก้าวเท้าเพื่อจะเดินออกไป
แต่ทว่าเมื่อหันหน้ากลับไปเล็กน้อยก็เห็นจิ่งเป่ยเฉินลงมาจากรถ ดวงตาสีดำที่มืดครึ้มจับจ้องมาที่ตัวเธอและพูดขึ้น “ขึ้นรถ”
น้ำเสียงฟังดูเบาหวิวและน่าเคลิบเคลิ้ม ฟังดูสบาย ๆ แต่เผยให้เห็นถึงความสง่างามในด้านของความเย็นชา นั่นทำให้เธอไม่กล้าสบตาและมองไปที่ใบหน้าของเขา ก่อนจะรีบขึ้นรถอย่างไม่อาจปฏิเสธ
ทันทีที่เธอขึ้นไปบนรถ ประตูรถก็ถูกปิดลงทันที จิ่งเป่ยเฉินนั่งอยู่ข้าง ๆ เธอ โดยมีกล่องสามใบคั่นอยู่ ก่อนที่รถจะขับเคลื่อนไปยังอพาร์ตเมนต์ของหลินจื่อเซี๋ยว
หลังจากที่เงียบอยู่ในรถมาสักพัก จิ่งเป่ยเฉินก็ได้เอ่ยคำพูดข้าง ๆ หูของเธอว่า “ดูคุณประหม่าจังนะ”
บ้าบอสิ้นดี เรื่องหยางหยางเธอจะทำยังไงดี
ภายในรถนั้นมืดมาก โทรศัพท์ก็ไม่กล้าแม้แต่จะเปิด เธอเหลือบมองเห็นแสงสว่างเพียงนิดเดียว ไม่กล้าที่จะแจ้งให้หลินจื่อเซี๋ยวรับทราบ เธอหดหู่ใจเป็นอย่างมาก คิดอยากจะลงจากรถซะตอนนี้เลย
“มันอาจจะร้อนไปหน่อย” เธอยกมือขึ้นตบแก้ม พลางคิดว่าควรทำยังไงดี
“เปิดแอร์เย็น ๆ มันไม่ดีต่อสุขภาพนะ” จิ่งเป่ยเฉินกล่าวอย่างใจเย็น
“หือ ประธานจิ่งค