ี่ผ่านมานี้มีแค่เธอเท่านั้นที่กล้าเผชิญหน้ากับจิ่งเป่ยเฉินแบบนี้เธออยากจะรู้จริง ๆ หากจิ่งเป่ยเฉินรู้เรื่องนี้ เขาจะทำยังไง?ที่นั่งชั้นพิเศษในโรงแรมนั่วเทียน ฉีเซิงเทียนถือโทรศัพท์ที่ถูกตัดสายนิ่ง ก่อนจะมองไปยังจิ่งเป่ยเฉิ่น “ปิดเครื่องไปแล้ว!”อันอีหานอวดดีเกินไปแล้ว จิ่งเป่ยเฉินยังสนใจเธออีก ทำขนาดนี้แล้วยังกล้าปฏิเสธกัน!ถูกเซลล์สมองกัดกินไปหมดแล้วหรือยังไง?“ดีมาก” จิ่งเป่ยเฉินพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เรียบเฉย เขาค่อย ๆ จิบไวน์แดงที่อยู่ในมือของเขาอย่างละเมียดละไมน้อยคนนักที่กล้าทำแบบนี้ มีแค่ผู้หญิงคนนี้เท่านั้นที่กล้าได้ขนาดนี้!อันอีหาน อันโหรว……ดีมากงั้นเหรอ? เขาถูกปฏิเสธแต่กลับบอกว่าดีงั้นเหรอ? ฉีเซิงเทียนขมวดคิ้วและเริ่มงงขึ้นเรื่อยๆเขาอดไม่ได้ที่จะเดินก้าวเข้าไปหาจิ่งเป่ยเฉิน พลางเอื้อมมือไปแตะที่หน้าผากของเขา ก่อนจะแตะไปที่หน้าผากของตัวเอง “ไม่มีไข้นี่นา!”จิ่งเป่ยเฉินมองไปที่เขาและวางแก้วไวน์ในมือลง “นายจะไปไหนก็ไป”“ไปเลยเหรอ?” ฉีเซิงเทียนเบิกดวงตากว้างมองเขา “ล้อกันเล่นหรือเปล่า แค่ผู้หญิงคนนั้นไม่มา นายก็ไม่ดื่มเป็นเพื่อนฉันเลยงั้นเหรอ!”“ฉันช่วยเรียกหมินลี่ให้”ฉีเซิงเทียนมองจิ่งเป่ยเฉินเดินจากไป ก่อนจะบ่นพึมพำเบา ๆ “เห็นแฟนดีกว่าเพื่อน!”วันต่อมา ท้องฟ้าแจ่มใส อากาศก็ดี อารมณ์ก็ดีแต่หลินจื่อเซี๋ยวที่ขับรถอยู่นั้นมีสีหน้าเปลี่ยนไปทันทีเมื่อรู้ว่ากำลังไปยังลานประหาร เธอเก็บความ