์หญิงเหล่านั้นในสำนักกรงเล็บอินทรีเบื่อชีวิตแล้วหรืออย่างไรกัน รู้ทั้งรู้ว่าอำนาจที่แท้จริงของสำนักอยู่ในกำมือเจ้า รู้ทั้งรู้ว่าหากเป็นอนุของจ้าวเย้าก็จะถูกเจ้าตีตาย พวกนางเบื่อชีวิตแล้วหรือถึงได้ยั่วยวนเขา เดิมข้าคิดว่าเพราะความรัก ถึงได้ทำให้พวกนางคลุ้มคลั่ง คิดไม่ถึงว่าเป็นเพราะอำนาจนี่เอง”
น่าขำ ชีวิตไม่เหลือแล้ว จะเอาอำนาจไปทำไม
เฟ่ยเสวี่ยตะลึงงัน ไม่รู้เพราะอะไร นางพลันรู้สึกว่าคำพูดของสตรีนางนี้มีเหตุผลอยู่บ้าง
อำนาจของสำนักกรงเล็บอินทรีอยู่ในมือนาง นี่เป็นเรื่องที่ใครๆ ต่างก็รู้ ยิ่งไปกว่านั้นศิษย์หญิงในสำนักอินทรีต่างก็รู้จักนิสัยของนาง แล้วไฉนยังยั่วยวนจ้าวเย้าอีกเล่า ที่สำคัญก็คือทุกครั้งจ้าวเย้าล้วนชิงขับไล่ศิษย์หญิงเหล่านั้นออกไปก่อนถึงค่อยเล่าให้นางฟัง ด้วยเหตุนี้นางจึงไม่เคยพบศิษย์หญิงเหล่านั้นเลย
“เจ้าอย่าคิดใช้คำพูดปลุกปั่นเสียที!” เฟ่ยเสวี่ยกัดฟันแน่น ความฉงนในใจเพิ่มขึ้นทุกทีๆ ทว่ายังฝืนสะกดเอาไว้ “อาจ…อาจเป็นเพราะพวกนางก็รักสามีข้าเช่นกัน ถึงได้ไม่สนใจชีวิตยั่วยวนเขา”
หงอวี้ส่ายหน้า
คนตาบอดช่างน่ากลัวนัก
ชิงหย่วนก็เคยเป็นเช่นนี้ ฮูหยินสำนักอินทรีในยามนี้ก็เช่นกัน…
“อีกอย่าง สตรีบางคนก็โง่งมเกินไป รู้ทั้งรู้ว่าตายสถานเดียว ก็ยังลองโดยไม่คำนึงถึงอะไรทั้งนั้น” เฟ่ยเสวี่ยยิ้มเย็นชา “พวกนางอาจคิดว่า ขอเพียงจ้าวเย้ายอมรับพวกนาง ข้าก็มิอาจทำอะไรได้”
แววตาหงอวี้เย็นวาบ